ปรีดิรอยอดีตรำลึกสู่นิจนิรันดร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/466244

ปรีดิรอยอดีตรำลึกสู่นิจนิรันดร์

โดย…มัลลิกา  ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

“ปรีดิ” มีความหมายว่า ความอิ่มใจ ปลื้มใจ ยินดี ดังนั้น “ปรีดิฉายาลักษณ์” จึงเป็นสมุดภาพที่ประมวลพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เเละพระบรมวงศานุวงศ์ จากปกนิตยสารเเละหนังสือเก่ายุคคลาสสิก เมื่อเปิดดูด้านในทีละหน้า พินิจทีละภาพ แน่นอนว่าอารมณ์ความรู้สึกของผู้อ่านจะเป็นไปตามนัยวัตถุประสงค์ของผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา นั้นคือเกิดความปรีดิ อิ่มเอมใจที่ได้รับชมพระบารมีของในหลวง รัชกาลที่ 9

เอนก นาวิกมูล และ ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ 2 นักสะสมและจัดเป็นนักชำระประวัติศาสตร์หลายเรื่อง ได้เป็นผู้ประมวลพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยส่วนใหญ่เป็นภาพจากปกนิตยสารและหนังสือเก่าอันทรงคุณค่าและปฏิทินก่อนยุค 2500 ปรีดิฉายาลักษณ์จึงเสมือนการจารึกร่องรอยแห่งกาลเวลา เป็นสมุดภาพประวัติศาสตร์ในห้วงรัชกาลที่ 9 นับตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์ พ.ศ. 2489-2514

เอนกเล่าถึงที่มาของการเลือกพระบรมฉายาลักษณ์ “เมื่อก่อนตามบ้านเรือน ตามร้านน้ำชา เหนือหน้าต่าง ซุ้มประตูทางเข้าออกจะมีรูปในหลวงติดอยู่  ภาพที่นำมารวมคือหน้าปกนิตยสาร วารสารต่างๆ  เพราะเราสนใจเรื่องสิ่งพิมพ์ นิตยสารคนไม่ค่อยเก็บ ไม่ค่อยได้เห็นกัน ถึงมีสะสมเอาเข้าจริงไม่มีใครมารื้อค้นด้วย แต่เราสนใจก็มาเลือกดูกัน เริ่มตั้งแต่ปี 2489 ที่ในหลวงเสด็จขึ้นครองราชย์ มีทรงพระเยาว์เล็กน้อย ไล่มาปี 2514 หลังจากนั้นปกไม่ค่อยสวย ไม่คลาสสิก”

พระบรมฉายาลักษณ์ที่ปรากฏในเล่มนี้ ต่างจากภาพที่เห็นทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่มาที่ไปของภาพ หรือองค์ประกอบรายละเอียดศิลป์

เอนก นาวิกมูล-ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์

 

“ภาพที่ปรากฏบนปกนิตยสารช่างภาพคัดมาอย่างดีแล้วว่าเป็นภาพที่งดงาม มีพระบารมี ให้สี ออกแบบฟรอนต์ต่างๆ ต่างจากภาพที่ปรากฏตามสื่อโซเชียลทั้งหมด เพราะนั้นเป็นรูปถ่ายจริง ไม่ใช่รูปที่มีการออกแบบตกแต่ง ต่างจากอาร์ตเวิร์ก มันคนละแนวกัน แล้วมันเป็นนวัตกรรมของยุคนั้น อีกอย่างการนำพระบรมฉายาลักษณ์พระเจ้าอยู่หัวจากปกนิตยสาร เรารวบรวมให้เกิดความงดงามความศรัทธา เราริเริ่มเป็นคนแรก พอพิมพ์เมื่อปี 2554 (ปีติฉายาลักษณ์) ได้รับการตอบรับอย่างดี แล้วตอนนี้ก็ขาดตลาดมานานแล้ว เราเลยเริ่มทำอีกครั้ง ให้รูปเล่มหยิบจับสะดวก เพิ่มเติมเนื้อหาที่มีการค้นพบใหม่อย่างมีภาพในหลวงจากปฏิทินน้ำปลา หายากนะ ซึ่งมีทั้งแบบพิมพ์เลย หรือพิมพ์แยกมาแปะ เราเป็นนักสะสมเราต้องใช้งานหนังสือเก่า มาจัดแจงแยะแยกทำบัญชี มันเป็นเรื่องพอได้ พอเห็นปริมาณ อย่างศรีสัปดาห์ อยู่ยุคก่อนปี 2500 บรรณาธิการเป็นหม่อมราชวงศ์ มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับสำนักพระราชวัง ขอพระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงกับสมเด็จมาตีพิมพ์เยอะมาก และที่ตีพิมพ์เยอะ คือ สกุลไทย สตรีสาร แล้วคนทำอาร์ตเวิร์กนิตยสารเหล่านี้เขามีมุมมองที่ดีในการให้สี สมัยก่อนการแยกสี ช่างภาพไม่เห็นว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงชุดอะไร พระราชินีทรงชุดสีอะไร มาให้สีกันเอง รูปเดียวกันแต่ลงคนละหัวก็ให้สีเขียว หัวนี้ให้สีชมพู เหมือนการระบายภาพ นี่คือความงดงาม คือเสน่ห์ของนิตยสาร มันคนละแบบจากรูปถ่าย รูปจากปกนิตยสารเก่าได้เห็นความงดงามของการประดิดประดอยของช่างพิมพ์” ธงชัย กล่าว

เอนกให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า “พระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงไม่ได้แพร่หลาย ในยุครัชกาลที่ 4 เพิ่งเริ่มมี แต่ที่มาทำสมุดภาพยังน้อย เมื่อปลายรัชกาล 6 มีคนทำประมวลภาพรัชกาลที่ 5 แต่ป่านนี้ยังหาไม่เจอแม้แต่เล่มเดียว มาถึงรัชกาลที่ 9 มีสมุดภาพในหลวงขึ้นมา เสด็จประพาสต่างจังหวัด เสด็จประพาสยุโรป เสด็จประพาสอเมริกา เพราะคนชอบชื่นชมพระบารมีท่าน และท่านทรงพระปรีชาสามารถหลายด้าน ท่านทรงทำงานหนักเลยทำให้คนรู้จักทั่วไปหมด แต่ที่เราเลือกพระบรมฉายาลักษณ์ถึงแค่ปี 2514 เอาตรงๆ เพราะอาร์ตเวิร์กหลังจากนั้นไม่สวย ไม่คลาสสิก”

ปรีดิฉายาลักษณ์ ไม่ได้มีแค่ฉายาลักษณ์ของในหลวง รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เเละพระบรมวงศานุวงศ์ หากยังมีรายละเอียดที่ให้ข้อมูลของภาพเพื่อเป็นหลักฐานทางสังคมประวัติศาสตร์

“สมุดภาพดูแล้วเพลิน ถ้ามีแต่เนื้อเรื่องคนก็ไม่ค่อยอ่านกัน แต่เราไม่ได้ลงแต่ภาพสวยๆ แต่ให้รายละเอียดด้วย เราเน้นเรื่องลำดับเวลา ซึ่งการที่เราสนใจงานกราฟฟิกไทย มันจะปรากฏตามปกหนังสือ นิตยสาร วารสารต่างๆ โฆษณา เราได้ประโยชน์นอกจากภาพในหลวง ได้รู้ว่าช่วงนั้นการแต่งกายคนมาเฝ้าฯ รับเสด็จเป็นแบบไหน เห็นถึงสภาพบ้านเรือนยุคนั้น เป็นจดหมายเหตุสังคมทั้งนั้นเลย อย่างน้อยไม่รู้รายละเอียดก็ระบุปีที่ถ่าย ต้องมีการสอบหลักฐานเพราะบางภาพถ่ายนานหลายปีแล้วแต่เพิ่งมาตีพิมพ์” เอนก กล่าว

ธงชัย เพิ่มเติมว่า “นี่คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ รูปแต่ละรูปเรารู้ว่าคือที่ไหน ถ้าลงแต่รูปสวยงามก็หายไป อย่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับดอกบัวจากแม่เฒ่าตุ้ม เมื่อก่อนไม่รู้ว่าคือใคร ฟิลลิ่งดี มาเฝ้าฯ รับเสด็จในหลวงจนดอกบัวเหี่ยว แต่พอรู้สตอรีของรูปนี้ แม่เฒ่าตุ้ม อายุ 96ปี เป็นชาวนครพนม ให้รายละเอียด ภาพนี้เป็นภาพที่ถูกนำไปใช้กันแพร่หลาย (คนถ่ายภาพนี้คือ อาณัติ บุนนาค อดีตช่างภาพส่วนพระองค์ และคนที่ชำระภาพนี้คือ พ.ท.สุจิตร ตุลยานนท์ :เอนก กล่าว)”

ปรีดิฉายาลักษณ์ไม่ได้ดูแล้วอิ่มเอมใจเท่านั้น หากยังได้เห็นพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เห็นสภาพสังคม บ้านเรือน ผู้คนไทยในยุคก่อน ได้เห็นเทคโนโลยีการพิมพ์ไทยก่อนยุค 2500 นับว่าเป็นการหวนรำลึกถึงภาพในอดีตกาล หากแต่จะยังตราตรึงในความทรงจำไปอีกแสนนาน

 

Leave a comment