พลังงานทดแทน พลังจากพ่อแห่งแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/465762

พลังงานทดแทน พลังจากพ่อแห่งแผ่นดิน

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

สายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเห็นปัญหาด้านพลังงานที่ไทยต้องซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศจำนวนมาก ทำให้เกิดแนวพระราชดำริก่อตั้งโครงการผลิตพลังงานทดแทนขึ้นมาเมื่อ 50 ปีก่อนที่สถานการณ์จะเกิดขึ้นจริง

พระองค์ทรงเห็นประโยชน์ของพลังงานทดแทนจากพืช จึงทรงริเริ่มให้มีการวิจัย ทดลอง ผลิต และใช้พลังงานทดแทนจากพืช ทั้งการผลิต “เอทานอล” จากอ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด มันฝรั่ง เป็นส่วนประกอบผลิตน้ำมันเบนซิน การผลิต “แก๊สโซฮอล์” เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการผสมระหว่างเอทานอลกับน้ำมันเบนซิน 91 การผลิต “ไบโอดีเซล” น้ำมันจากพืชหรือไขมันสัตว์ที่ใช้แล้วเพื่อผลิตน้ำมันดีเซล และ “ดีโซฮอล์” น้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการผสมน้ำมันดีเซลกับแอลกอฮอล์ เพื่อนำไปใช้แทนน้ำมันของเครื่องยนต์ดีเซล

ด้วยทรงมีพระราชดำริว่า ในอนาคตอาจเกิดการขาดแคลนน้ำมันและราคาอ้อยอาจตกต่ำ จึงมีพระราชประสงค์ให้ผลิตพลังงานทดแทน โดยได้พระราชทานเงินทุนวิจัยเริ่มต้นเป็นจำนวน 925,500 บาท และได้นำมาผลิตในโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ในปี 2528 จากนั้นผลงานวิจัยด้านพลังงานทดแทนถูกขยายผลไปสู่ภาคชนบท ในปีเดียวกัน พระองค์มีพระราชดำริให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มที่สหกรณ์นิคมอ่าวลึก จ.กระบี่ เนื่องจากเป็นแหล่งปลูกปาล์มน้ำมันจำนวนมาก และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ขนาดเล็ก ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส

ต่อมาในปี 2543 กองงานส่วนพระองค์ได้ทำวิจัยพัฒนาและทดลองนำน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ หรือปาล์มดีเซล มาทดลองใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลของกองงานส่วนพระองค์ที่วังไกลกังวล จากความสำเร็จดังกล่าว ในหลวงรัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์ยื่นจดสิทธิบัตร “การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องยนต์ดีเซล” เป็นสิทธิบัตรเลขที่ 10764 ซึ่งเป็นนวัตกรรมครั้งแรกของไทย นับจากนั้นเป็นต้นมาหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และบริษัทผู้ค้าน้ำมัน ได้ร่วมมือกันพัฒนาหน่วยผลิตต้นแบบจนสามารถผลิตได้ในเชิงพาณิชย์

 

 

 

แก๊สโซฮอล์ เบนซินสะอาด

การศึกษาวิจัยภายในโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เริ่มตั้งแต่การทดลองปลูกอ้อยหลายพันธุ์ เพื่อคัดเลือกพันธุ์ที่ดีที่สุดนำมาทำแอลกอฮอล์ รวมถึงรับซื้ออ้อยจากเกษตรกรเพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบ โดยได้เริ่มเดินเครื่องการผลิตครั้งแรกในโรงงานแอลกอฮอล์ ในปี 2529 สามารถผลิตแอลกอฮอล์ร้อยละ 91 ทว่าแอลกอฮอล์ที่ผลิตได้ในช่วงแรกยังไม่สามารถนำไปผสมกับเบนซินได้ จึงนำผลผลิตที่ได้ไปทำเป็นน้ำส้มสายชู และทำเป็นแอลกอฮอล์แข็งใช้อุ่นอาหารให้กับห้องเครื่องของสวนจิตรลดา

ต่อมาโรงงานแอลกอฮอล์มีการปรับปรุงการกลั่นเรื่อยมา จนสามารถผลิตแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 95 ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อนำแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ร้อยละ 95 ไปผสมกับน้ำมันเบนซินเติมเครื่องยนต์ กลับไม่ประสบความสำเร็จ เพราะแอลกอฮอล์มีน้ำผสมอยู่ด้วย จึงต้องนำไปกลั่นแยกน้ำเพื่อให้ได้แอลกอฮอล์บริสุทธิ์ร้อยละ 99.5 หรือที่เรียกว่า เอทานอล นั่นเอง

วัตถุดิบที่ใช้ผลิตเอทานอลมี 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ วัตถุดิบประเภทแป้ง เช่น ธัญพืช ข้าวเจ้า ข้าวสาลี ข้าวโพด มันสำปะหลัง วัตถุดิบประเภทน้ำตาล เช่น อ้อย กากน้ำตาล และวัตถุดิบประเภทเส้นใย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลพลอยได้จากผลผลิตทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ชานอ้อย ซังข้าวโพด รวมทั้งของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม เช่น โรงงานกระดาษ เป็นต้น

 

จากนั้นในปี 2537 โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ได้ขยายกำลังการผลิตเอทานอลเพื่อให้มีปริมาณเพียงพอผสมกับน้ำมันเบนซิน 91 ในอัตราส่วน 1 ต่อ 9 ได้เป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ เติมให้กับรถยนต์ทุกคันของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ปัจจุบันสถานีบริการเชื้อเพลิงในโครงการส่วนพระองค์ฯ ได้ผลิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์เติมให้กับรถยนต์ทุกคันของโครงการ และงานทดลองผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงยังเป็นแหล่งความรู้แก่ประชาชนที่สนใจด้วย

ทุกวันนี้น้ำมันเบนซินที่มีขายในเมืองไทยมีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นแก๊สโซฮอล์ 95 แก๊สโซฮอล์ 91 อี20 และอี85 ที่ถูกต่อยอดมาจากแก๊สโซฮอล์ โดยแก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91 คือน้ำมันที่มีส่วนผสมของน้ำมันร้อยละ 90 ส่วนอีกร้อยละ 10 เป็นเอทิลแอลกอฮอล์ สำหรับ อี20 คือน้ำมันที่มีส่วนผสมของน้ำมันร้อยละ 80 และร้อยละ 20 เป็นเอทิลแอลกอฮอล์ และประเภท อี85 คือน้ำมันที่มีส่วนผสมของน้ำมันร้อยละ 15 และอีกร้อยละ 85 เป็นเอทิลแอลกอฮอล์ น้ำมันที่มีส่วนประกอบของเอทิลแอลกอฮอล์มาก ราคาจะถูกกว่าน้ำมันปกติ ซึ่งปัจจุบันบริษัทผลิตรถยนต์หลายรุ่นได้มีการเปลี่ยนชิ้นส่วนของเครื่องยนต์เพื่อรองรับน้ำมัน อี85 ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ไบโอดีเซลแปลงปาล์มเป็นน้ำมัน

เมื่อปี 2526 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มขนาดเล็กที่สหกรณ์นิคมอ่าวลึก จ.กระบี่ เนื่องจากเป็นแหล่งปลูกปาล์มน้ำมันจำนวนมาก และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ขนาดเล็กที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส จากนั้นโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา และกองงานส่วนพระองค์ วังไกลกังวล จ.ประจวบคีรีขันธ์ เริ่มการทดลองนำน้ำมันปาล์มมาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล

ประธานมูลนิธิภูมิพลังปันน้ำใจไบโอดีเซล กล่าวว่า มีคนนับพันคนเข้าสู่ระบบโครงการพระราชดำริ ในการนำน้ำมันเหลือใช้ น้ำมันทอดปลาที่ทิ้งไปโดยไร้ประโยชน์กลับมาทำประโยชน์เป็นพลังงานสะอาด แม้ว่าสิ่งที่ตนทำอยู่นั้นจะเป็นเพียงจุดเล็กๆ แต่ก็นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ท่าน เพราะฉะนั้นการบอกรักพระองค์ท่านเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ เราทุกคนต้องร่วมมือกัน และลงมือทำตามแนวทางที่พระองค์ท่านได้ทรงสอนไว้ เพื่อเป็นการตอบแทนและเดินตามรอยพ่อหลวงของเรา ซึ่งสามารถขยายเครือข่ายไปยังพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยกตัวอย่างกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไบโอดีเซล ต.ลำใหม่ จ.ยะลา ที่นำไบโอดีเซลมาใช้ในหมู่บ้าน ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายภายในชุมชน และชาวบ้านมีชีวิตการกินอยู่ที่ดีขึ้นพระองค์ทรงใช้เวลากว่า 30 ปี ในการคิดค้นและทดลองพลังงานทดแทนไบโอดีเซล ซึ่งแม้ว่าไบโอดีเซลจะทดแทนการใช้น้ำมันดีเซลได้ไม่หมด แต่เป็นพลังงานทดแทนที่มีราคาถูกกว่าราคาน้ำมันดีเซลปกติ สามารถลดมลพิษทางอากาศ และส่งผลดีต่อเกษตรกรไทย ทำให้ไบโอดีเซลจึงเป็นเชื้อเพลิงแห่งความหวังของประเทศไทย

วัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซลจะแตกต่างกันไปตามลักษณะสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศ เช่น สหรัฐ ทำจากถั่วเหลืองซึ่งปลูกเป็นจำนวนมาก ส่วนในประเทศแถบยุโรปทำจากเมล็ดเรพและเมล็ดทานตะวัน และสำหรับประเทศไทยทำจากมะพร้าวและปาล์มน้ำมัน โดยผลการวิจัยในปัจจุบันพบว่า ปาล์มคือพืชที่ดีและเหมาะสมที่สุดในการนำมาใช้ทำไบโอดีเซล เพราะเป็นพืชที่มีศักยภาพในการนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงสูงกว่าพืชน้ำมันชนิดอื่น มีต้นทุนการผลิตต่ำ ให้ผลผลิตต่อพื้นที่สูง และปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตน้ำมันต่อไร่สูงกว่าเมล็ดเรพซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซลในประเทศแถบยุโรปถึง 5 เท่า และสูงกว่าถั่วเหลืองที่ใช้กันมากในสหรัฐถึง 10 เท่า

 

 

ในปี 2547 พระองค์ทรงรับสั่งกับผู้บริหารบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) พร้อมด้วยผู้บริหารจากประเทศญี่ปุ่นที่มาเข้าเฝ้าฯ เรื่องเมล็ดสบู่ดำว่า น่าจะมีคุณสมบัติบางอย่างดีกว่าน้ำมันปาล์มในการทำไบโอดีเซล เพราะต้นสบู่ดำเจริญเติบโตได้เร็วกว่าปาล์มน้ำมัน

จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า ต้นสบู่ดำขยายพันธุ์ง่ายและมีอายุยืนกว่าต้นปาล์ม โดยมีอายุยืน 50 ปี และเริ่มเก็บผลผลิตได้เมื่ออายุ 5-8 เดือน นอกจากนั้นน้ำมันพืชใช้แล้วก็สามารถนำมาทำไบโอดีเซลได้เช่นกัน ซึ่งน้ำมันพืชใช้แล้วเป็นวัตถุดิบที่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ใช้ผลิตไบโอดีเซลมาเนิ่นนาน และปัจจุบันบริษัท บางจากปิโตรเลียม ก็ได้รับซื้อน้ำมันพืชใช้แล้วไปทำเป็นไบโอดีเซล

การใช้น้ำมันปาล์มมาเป็นไบโอดีเซลได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล” เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2544 และโครงการน้ำมันไบโอดีเซลสูตรสกัดจากน้ำมันปาล์ม ยังได้รับเหรียญทองประกาศนียบัตรสดุดีเทิดพระเกียรติคุณพร้อมถ้วยรางวัล

วิกฤตด้านพลังงานในประเทศไทยถูกแก้ไขอย่างยั่งยืน จากพระปรีชาสามารถด้านวิทยาศาสตร์และพลังงานทดแทนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมทั้งการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำได้อีกประการ กล่าวได้ว่า การพัฒนาพลังงานทดแทนทั้งแก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล และพลังงานทดแทนอื่นๆ ตามแนวพระราชดำริ เป็นโครงการแห่งอนาคตที่ส่งผลดีต่อบ้านเมืองและคนไทยแล้วในปัจจุบัน

 

Leave a comment