ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ธ.ค. 2559 05:30
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/800916

คนรายได้น้อยได้เฮกันดังๆ อีกครั้ง หลังจากที่รัฐบาลผุด “โครงการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยเพื่อรับสวัสดิการของรัฐ” หรือที่บางคนอาจเรียกว่า “ลงทะเบียนคนจน” เพื่อที่รัฐจะได้จัดสวัสดิการต่างๆ ลงไปให้ถึงมือผู้ที่มีรายได้น้อยตรงกลุ่ม ซึ่งโครงการดังกล่าว เปิดให้ประชาชนที่มีสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป เป็นผู้ว่างงาน หรือมีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทในปี 2558 ได้ลงทะเบียนกันไป เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ถึง 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา
และหลังจากปิดรับการลงทะเบียน ปรากฏว่ามีผู้มาลงทะเบียนกว่า 8.3 ล้านราย ในส่วนของเกษตรกร รัฐบาลได้ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. โอนเงินเข้าบัญชีให้แก่เกษตรกรที่ลงทะเบียนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ได้รับการตรวจสอบและรับรองเบื้องต้นจากหน่วยงานราชการแล้ว โดยผู้ที่ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี จะได้รับเงินโอน 3,000 บาทต่อคน และผู้ที่มีรายได้สูงกว่า 30,000 บาทต่อปี แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี จะได้รับเงินโอน 1,500 บาทต่อคน

สำหรับบุคคลทั่วไป ใช้หลักเกณฑ์ในการจ่ายเงินเหมือนกันกับกรณีเกษตรกร คือ ผู้มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี จะได้รับการโอนเงินเข้าบัญชีคนละ 3,000 บาท ส่วนผู้ที่มีรายได้สูงกว่า 30,000 บาทต่อปี แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี จะได้รับการโอนเงินเข้าบัญชีคนละ 1,500 บาท
ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้มีรายได้น้อยได้ที่ เว็บไซต์กรมสรรพากร และล่าสุด กระทรวงการคลัง ได้โอนเงินให้ประชาชนที่ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย 8.3 ล้านคน ตามมาตรการไป เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ที่ผ่านมา
รัฐบาลระบุว่า การลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยจะช่วยให้รัฐบาลมีข้อมูลที่ถูกต้องและจะนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการจัดสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอย่างเหมาะสมต่อไป เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยอย่างยั่งยืน
เช็คช่วยชาติ VS รัฐแจกเงินคนจน

เมื่อมองย้อนกลับไป โครงการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยเพื่อรับสวัสดิการของรัฐ ก็ถือว่าไม่ใช่มาตรการตัวแรกที่รัฐเคยทำออกมา เพราะในปี พ.ศ.2552 สมัยรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในลักษณะคล้ายกัน ภายใต้ชื่อ “เช็คช่วยชาติ” มูลค่า 2,000 บาท เพื่อเป็นการรับกับสภาวะเศรษฐกิจที่หดตัว เนื่องจากประชาชนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย โดยรัฐบาลได้มีการลงนามกับภาคเอกชน ร่วมโครงการเพิ่มมูลค่าเช็คช่วยชาติและลดราคาสินค้า รวมถึงสามารถทอนเป็นเงินสดได้ ซึ่งจะส่งเสริมให้ประชาชนเกิดการใช้จ่ายให้เกิดหมุนเวียนในระบบ
รัฐบาลแบ่งการจ่ายเช็คเป็น 3 กลุ่ม รวม 9.7 ล้านราย คือ 1. กลุ่มผู้ประกันตน 8.1 ล้านราย ได้แก่ ผู้ที่จ่ายเงินสมทบประกันสังคมที่มีเงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาท และผู้ประกันที่ถูกเลิกจ้างหรือลาออกโดยสมัครใจ และอยู่ระหว่างได้รับเงินชดเชยกรณีว่างงานในอัตรา 50% ของเงินเดือนเป็นเวลา 8 เดือน 2. กลุ่มข้าราชการเบี้ยหวัดบำนาญ 2.3 แสนราย 3. บุคลากรภาครัฐ 1.4 ล้านราย
ทั้งนี้ ผู้ได้เช็คในขณะนั้น สามารถเลือกใช้เช็คได้ใน 2 แนวทาง คือ 1. นำเช็คไปใช้จ่ายในร้านค้าที่ให้บริการ หรือ 2. นำเช็คมาขึ้นเป็นเงินสดได้ที่ธนาคารกรุงเทพ

จากความเห็นของนักวิชาการบางส่วน ถึงมาตรการเช็คช่วยชาติในเวลานั้น มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยฝ่ายที่เห็นด้วยมองว่าเป็นที่สมควรแล้วที่จะเอาเงินไปมอบให้กับประชาชนที่อยู่ในฐานะยากจนมากๆ ถึงมือ เพราะตัวเงินจะถูกนำออกมาใช้จ่ายจริงๆ ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกลับมองว่า นี่ไม่ได้เป็นการช่วยเหลือคนยากจนจริงๆ เพราะคนที่สามารถประกันตนได้ แสดงว่าต้องมีรายได้ ขณะที่คนที่จนที่สุดนั้นเป็นคนที่อยู่นอกระบบประกันตน

สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล แจกเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในยุคปัจจุบัน ทาง “ไทยรัฐออนไลน์” ก็ได้รวบรวมความคิดเห็นจากหลายๆ ฝ่าย โดย พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เผยว่า รัฐบาลบริหารประเทศโดยมองทุกมิติอย่างรอบด้าน จึงออกมาตรการนี้ควบคู่ไปกับมาตรการทางเศรษฐกิจอื่นที่จะช่วยปฏิรูปเศรษฐกิจทั้งระบบในระยะยาว ซึ่งต้องใช้เวลา และแม้รัฐบาลจะดูแลเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจได้ แต่ก็ยังคงมีความเปราะบางและอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้มีรายได้น้อย รัฐบาลจึงต้องการเพิ่มรายได้ให้ครอบคลุมผู้มีรายได้น้อยทั้งหมด รวมถึงผู้ที่อยู่นอกภาคการเกษตรหลังจากที่ได้ช่วยเหลือเกษตรกรไปแล้ว
ขณะที่ ทางนายกรัฐมนตรีก็ได้ย้ำชัดเจนว่า มาตรการนี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวให้ครั้งเดียวแล้วจบ ไม่ใช่การให้เงินช่วยเหลือแบบรายเดือนซึ่งมีผลดีคือจะช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบและประชาชนไม่เป็นหนี้เพิ่ม อีกทั้งรัฐบาลต้องการให้ผู้มีรายได้น้อยไปขึ้นทะเบียน เพื่อต่อยอดไปสู่มาตรการช่วยเหลืออื่นๆ ให้ตรงจุดอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ หากรัฐบาลไม่ทำเช่นนี้ วงจรปัญหาแบบเดิมก็จะเกิดขึ้นวนเวียนซ้ำซาก ดังนั้นจึงไม่ควรนำไปเปรียบเทียบกับสิ่งที่ดำเนินการมาก่อนหน้า ส่วนประชาชนผู้มีรายได้น้อยทั้งในและนอกภาคการเกษตรก็จำเป็นต้องปรับตัว ไม่รอคอยแต่เพียงการช่วยเหลือจากภาครัฐเท่านั้น

ขณะที่ทาง นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กลับมองว่าการให้เงินแบบนี้แม้ว่าจะเป็นความพยายามของรัฐบาลที่พยายามจะช่วยเหลือประชาชนในภาวะลำบาก แต่จะไม่ได้เกิดประโยชน์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด ซึ่งเศรษฐกิจที่แท้จริงจะต้องแก้ในภาพรวมของทั้งประเทศมากกว่าการแจกเงินให้กับประชาชนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งไม่ต่างจากเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท ที่ทำไปแล้วสูญเปล่า ไม่เกิดประโยชน์เลย

ด้าน นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. กล่าวว่า ไม่อยากให้มองว่าการช่วยเหลือกลุ่มฐานรากเป็นความคุ้มค่าต่อเศรษฐกิจ เพราะวงเงิน 1.27 หมื่นล้านบาท มีผลต่อจีดีพีไม่ถึง 0.1% แต่ควรมองว่า เป็นกลุ่มที่ยังขาด มีรายได้ต่อเดือนแค่ 2,500 บาท รัฐบาลจึงควรยื่นมือช่วย และสิ่งที่รัฐเน้นขณะนี้ ก็คือการเติบโตจากเศรษฐกิจภายใน แทนการพึ่งพาเศรษฐกิจภายนอก
อย่างไรก็ตาม ในช่วงสิ้นปีนี้ รัฐบาลได้ออกหลายมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ทั้งการให้คืนภาษีการท่องเที่ยวสำหรับคนที่เที่ยวภายในประเทศในช่วงสิ้นปี รวมถึงการออกภาษีช็อปปิ้งในช่วงสิ้นปี หรือช็อปช่วยชาติ ที่รัฐบาลเคยทำมาแล้วเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ จะได้มีเงินหมุนเวียนภายในประเทศมากขึ้นในช่วงสิ้นปีอีกด้วย

แต่สุดท้ายแล้ว มาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลออกมานั้น จะสามารถช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างที่หลายฝ่ายคาดหวังไว้หรือไม่ เป็นสิ่งที่ยังต้องติดตามกันต่อไป