ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ธ.ค. 2559 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803862

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์พิเศษถึงเรื่องการปรับโครงสร้างของ ธปท.ครั้งใหญ่ เพื่อที่จะปรับการทำงานของ ธปท.ให้ทันสมัยตอบรับกับความท้าทายใหม่ๆของเศรษฐกิจ เพิ่มการคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งเป็นเสาหลักดูแลจุดเปราะบางของเศรษฐกิจไทยในอนาคต
“เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ธปท.มีการปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ๆ ในบทบาทของธนาคารกลางที่สอดคล้องกับตลาดเงิน และตลาดทุน และเน้นให้เกิดการทำงานได้ตามเป้าประสงค์ โดย ธปท.ได้มีการตั้ง 2 สายงานใหม่ คือ 1.ระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน เพื่อรองรับเรื่องระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ และนวัตกรรมทางการเงินที่ใช้เทคโนโลยี (ฟินเทค) รับบทบาทการกำกับดูแลระบบการชำระเงินของประเทศ รวมทั้ง พ.ร.บ.ระบบการชำระเงิน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอการเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จากเดิมที่กฎเกณฑ์การกำกับดูแลระบบการชำระเงินของเราเป็นเบี้ยหัวแตก กระจัดกระจายและไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล”
ทั้งนี้ ในส่วนของ พ.ร.บ.ระบบการชำระเงิน จะเข้ามากำกับดูแลระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ การทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์มือถือ ทั้งที่เป็นบริการของธนาคารพาณิชย์ และบริษัทให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (นอนแบงก์) ขณะที่ฝ่ายการส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงินที่ใช้เทคโนโลยี ซึ่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ามาดูแลฟินเทค
ขณะที่สายงานที่ 2.คือ สายงานยุทธศาสตร์ และความสัมพันธ์องค์กร ซึ่งดูกลุ่มงานด้านยุทธศาสตร์องค์กร และฝ่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ รวมทั้งฝ่ายการบริหารการสื่อสาร เพราะต่อจากนี้ความสัมพันธ์ทางการเงินระหว่างประเทศ (financial connectivity) จะเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคนี้ที่เรามีความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนอย่างดี ขณะที่ความสัมพันธ์ทางการเงินยังมีศักยภาพให้ทำเพิ่มได้อีกมาก โดยการพัฒนาระบบการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินในภูมิภาค เป็นโจทย์ที่เราให้ความสำคัญ
สำหรับฝ่ายการบริการการสื่อสาร ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า เป็นส่วนที่ดูแลเรื่องการสื่อสารและทำให้คนเข้าใจว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ดี เพราะหลายสิ่ง ธปท.ทำอะไรคนเดียวไม่ได้ จะต้องทำกับพันธมิตรต่างๆ และหลายอย่างต้องใช้การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเพื่อดำเนินการร่วมกันระหว่างองค์กร
นายวิรไทกล่าวต่อว่า นอกเหนือจากการปรับใหม่แล้ว ในส่วนของสายงานเดิมก็มีการปรับเปลี่ยน ตั้งฝ่ายใหม่เพิ่มขึ้นมา เช่น ในสายกำกับสถาบันการเงิน ได้เพิ่มฝ่ายคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (Market Conduct) เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ใช้บริการทางการเงินจะได้รับการบริการที่เป็นธรรม ตรงไปตรงมา และตรงกับความต้องการของผู้ใช้บริการอย่างแท้จริง ไม่ใช่ตรงกับความต้องการของผู้ขายบริการทางการเงิน โดยได้รวมเอาศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) หรือ 1213 ที่เป็นศูนย์รับร้องเรียนของประชาชนเดิม มารวมไว้ในฝ่ายนี้ด้วย
“การสร้างความชัดเจนในเกณฑ์การขายของ ขายบริการ สัญญาทางการเงิน เหล่านี้ ธปท.จะให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะถ้าเทียบกับการดูแลของธนาคารกลางอื่นในภูมิภาค งานด้านนี้เรายังมีช่องว่างที่จะยกระดับให้ดีขึ้น”
ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวต่อว่า นอกจากนั้น ธปท.ยังได้แยก 2 ฝ่ายที่เดิมเคยอยู่ด้วยกันออกจากกัน คือ ฝ่ายดูแลด้านการตรวจไอทีของสถาบันการเงิน และฝ่ายประเมินความเสี่ยงและแบบจำลองสถาบันการเงิน (Stress Test) เพราะในอนาคตการตรวจ สอบด้านไอที และความปลอดภัยทางไซเบอร์ เป็นเรื่องที่สำคัญมากและต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบ ขณะที่อีกฝ่ายเป็นการทดสอบ และใช้แบบจำลองเพื่อดูแลผลกระทบต่างๆที่จะเข้ามา กระทบต่อสถาบันการเงินในสถานการณ์เศรษฐกิจต่างๆที่มีความเสี่ยงก็เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
“ขณะที่ยังมีฝ่ายที่จะให้ความรู้การเงินกับประชาชน ชื่อ ฝ่ายส่งเสริมความรู้ทางการเงิน ที่ตั้งขึ้นใหม่อีกฝ่าย เพราะเราตระหนักว่าความรู้ความเข้าใจทางการเงินถือเป็นทักษะที่สำคัญในชีวิตของคนไทยรุ่นใหม่ที่จะต้องรู้ทันการเงิน รวมทั้งมีหน้าที่การดูแลศูนย์การเรียนรู้ทางการเงินระดับประเทศ และพิพิธภัณฑ์ใหม่ของ ธปท.ที่จะเปิดในปีหน้า”
ผู้ว่าการ ธปท.ยังได้ฉายภาพการเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจไทยด้วยว่า การปรับโครงสร้างที่ผ่านมา ธปท.ยังได้ตั้งกลุ่มงานเสถียรภาพทางการเงิน (คศร.) โดยจากเดิมที่เราดูแยกเป็นเสถียรภาพราคา เสถียรภาพสถาบันการเงินแต่ละแห่ง แต่ตอนนี้เราตระหนักว่าปฏิสัมพันธ์ระหว่างนโยบายเศรษฐศาสตร์มหภาคกับจุดเปราะบางของเสถียรภาพทางการเงินนั้นเป็นภาพใหญ่ ซึ่งเกินกว่าแค่ธนาคารพาณิชย์ แต่เชื่อมโยงไปถึงตลาดทุน ตลาดตราสาร สถาบันเฉพาะกิจของรัฐ สหกรณ์ออมทรัพย์ รวมไปถึงเม็ดเงินที่ไหลเข้าและออกระหว่างประเทศ
กลุ่มงานเสถียรภาพทางการเงิน คือ ดูเสถียรภาพทางการเงินของภาพใหญ่ที่ทำให้เราแน่ใจว่าจะไม่มีจุดเปราะบาง และมีมาตรการรับมือที่เป็นการป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ (Macro Prudential) ซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์การดูแลสถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการตอบโจทย์ความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบการเงินทั้งระบบ ซึ่งมาตรการรับมือเหล่านี้จะมีความจำเป็นและความสำคัญมากขึ้นในบทบาทของธนาคารกลางในอนาคต
“จับสัญญาณควันของความเปราะบางให้ไว และประเมินความเสี่ยงของความเปราะบางว่าอยู่ที่ไหน เชื่อมโยงกันอย่างไร หลังจากนั้นดับไฟให้ทัน หากมีมาตรการที่ต้องใช้ให้เร่งดำเนินการ เพื่อไม่ให้เกิดผลเป็นลูกโซ่ และสร้างระบบโครงข่ายความปลอดภัยเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามในเชิงระบบ”
ธปท.ในสายตาผู้ว่าการ “วิรไท” จะเข้าสู่ธนาคารกลางที่ก้าวตามเทคโนโลยีการเงิน เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินในภูมิภาค รู้เท่าทันสถานการณ์โลก จับจุดเปราะบางของเศรษฐกิจก่อน จะเกิดปัญหา ตามสโสแกน “จับควันให้ไว ดับไฟให้ทัน และป้องกันไม่ให้ลาม”.