ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ธ.ค. 2559 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/810506

ลดภาษี 1.5 หมื่นคาด 18 วันเงินสะพัด 2 หมื่นล้าน
ไม่พลิกโผ! ครม.คลอดมาตรการช็อปช่วยชาติ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปีให้คึกคัก ซื้อสินค้าบริการช่วง 14–31 ธ.ค.นี้นำมาหักลดหย่อนภาษีได้ 15,000 บาท ได้ลดภาษีตามฐานรายได้ คาดคนแห่ใช้สิทธิ์ 2 ล้านคน เม็ดเงินสะพัด 20,000 ล้านบาทเพิ่มสองเท่าจากปีที่ผ่านมา รัฐยอมเสียรายได้ 3,200 ล้านบาท
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมช่วงปลายปี 2559 หรือที่เรียกว่า “มาตรการช็อปช่วยชาติ” ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับผู้มีเงินได้ที่เป็นบุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ซึ่งจะต้องมีใบกำกับภาษีแบบเต็ม ระบุชื่อ ที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการที่ออกให้จากผู้ประกอบการมาแสดงในการหักภาษีด้วย ระบุวงเงินเว้นภาษีตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท โดยมาตรการดังกล่าวมีระยะเวลา 18 วัน ตั้งแต่วันที่ 14-31 ธ.ค.2559
ทั้งนี้ มาตรการช็อปช่วยชาติในครั้งนี้เป็นมาตรการเดียวกับที่เคยดำเนินการปีที่ผ่านมาแต่ระยะเวลาต่างกัน โดยปีที่ผ่านมากำหนดเวลาไว้ 7 วัน มีผู้ใช้สิทธิ์จากมาตรการนี้จำนวน 1 ล้านคน คิดเป็นเม็ดเงินที่ลดภาษีได้ 1,200 ล้านบาท และคิดเป็นมูลค่าการซื้อสินค้า 10,000 ล้านบาท ส่วนมาตรการในปีนี้นั้นคาดว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิ์เพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านคน โดยมูลค่าการซื้อขายสินค้าอยู่ที่ 20,000 ล้านบาท และมีเม็ดเงินที่ลดภาษี 3,200 ล้านบาท
“ครม.ได้มีการกำหนดสินค้าและบริการที่ประชาชนสามารถซื้อแล้วนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ (ตามตาราง) โดยมาตรการนี้จะไม่รวมไปถึงสุรา เบียร์ ไวน์ ยาสูบ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ น้ำมันหรือก๊าซที่เติมเป็นเชื้อเพลิงยานพาหนะ และไม่รวมไปถึงค่าบริการที่จ่ายให้กับผู้ประกอบการที่เป็นธุรกิจนำเที่ยว ซื้อทัวร์ ค่าใช้จ่ายมัคคุเทศก์ ที่พักโรงแรม เนื่องจากได้ยกเว้นภาษีเพื่อการท่องเที่ยวในประเทศไปให้แล้วก่อนหน้านี้ ในวงเงินไม่เกิน 15,000 บาท”
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้เสนอความเห็นว่า ช่วงปลายปีจะเป็นช่วงระยะเวลาสำหรับการใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าและรับบริการ โดยอาจซื้อสินค้าหรือสิ่งของเพื่อนำไปมอบเป็นของขวัญให้แก่ผู้ที่เคารพนับถือ รวมถึงมีการใช้บริการต่างๆ เนื่องในโอกาสเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งการจับจ่ายใช้สอยในช่วงปลายปีนี้จะเป็นปัจจัยหนึ่งในการช่วยกระตุ้นให้มีการบริโภคเพิ่มมากขึ้น สำหรับการยกเว้นภาษีเงินได้ครั้งนี้จะทำให้เกิดการหมุนเวียน
ในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น บรรเทาภาระภาษีของประชาชน และยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มจะช่วยขยายฐานภาษีและส่งผลดีต่อการจัดเก็บรายได้ภาษีของรัฐในระยะยาวอีกด้วย อย่างไรก็ตาม มีการประเมินว่า รัฐจะสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีประมาณ 3,200 ล้านบาท แต่จะเพิ่มยอดขายสินค้าและการให้บริการแก่ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่งผลดีต่อการขยายตัวในระบบเศรษฐกิจโดยรวม คิดเป็นเงินที่จะหมุนเวียนในระบบประมาณ 20,000 ล้านบาท หรือช่วยให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวได้เพิ่มขึ้นประมาณ 0.2%
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับข้อสงสัยว่ารายการใดนำมาหักภาษีได้หรือไม่นั้น ค่ารักษาพยาบาล ค่าทำศัลยกรรม ค่าซื้อทองคำแท่งนั้น นำมาหักภาษีตามมาตรการช็อปช่วยชาติไม่ได้ เพราะได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) อยู่แล้ว ขณะที่ทองคำหักได้เฉพาะค่ากำเหน็จ ขณะที่ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ นำมาหักไม่ได้เช่นกัน เพราะเป็นการชำระของเดือนก่อนหน้ามาตรการ, ค่าตั๋วเครื่องบินในประเทศ ใช้หักภาษีไม่ได้ เพราะค่าขนส่งในประเทศได้รับการยกเว้นแวต ส่วนซื้อบัตรของขวัญของห้างสรรพสินค้า นำมาหักภาษีไม่ได้ เพราะบัตรของขวัญไม่เสียแวต เช่นเดียวกับซื้อประกันชีวิต ประกันรถยนต์ หักภาษีไม่ได้ เนื่องจากวันคุ้มครองอยู่นอกเหนือจากวันที่ 14-31 ธ.ค.2559 ส่วนค่าซ่อมรถยนต์นำมาหักภาษีได้หากเป็นการซ่อมและชำระค่าบริการแล้วเสร็จในช่วงวันที่ 14-31 ธ.ค.2559
ขณะที่ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกต้องนั้น อย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้คือ มีคำว่า “ใบกำกับภาษี” ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด, มีชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการ, มีชื่อ ที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือรับบริการ, มีหมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีและหมายเลขลำดับของเล่ม, มีชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ, มีตัวเลขแสดงจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการ, มีวันเดือนปีที่ออกใบกำกับภาษี และมีข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า ในการนำค่าใช้จ่ายช็อปช่วยชาติจำนวน 15,000 บาท มาหักภาษีนั้น ไม่ใช่ว่าเมื่อมีการซื้อสินค้าครบ 15,000 บาทจะได้คืนทั้งจำนวน แต่จะนำยอดการซื้อสินค้าไปหักลบรายได้ก่อนที่จะนำมาคำนวณภาษี ดังนั้นเมื่อคำนวณตามฐานรายได้แล้ว การได้รับคืนภาษีจากมาตรการนี้เป็นดังนี้ คือ ผู้ที่มีเงินได้สุทธิ 0-150,000 บาท กลุ่มนี้ได้รับการยกเว้นภาษีอยู่แล้ว ดังนั้นมาตรการนี้จึงไม่มีประโยชน์ เพราะไม่มีภาษีที่จะได้รับคืน ขณะที่ประชาชนที่มีฐานเงินได้สุทธิอยู่ที่ 150,001-300,000 บาท ซึ่งเสียภาษีในอัตรา 5% ดังนั้น เมื่อหักวงเงิน 15,000 บาทที่ซื้อสินค้าเพื่อที่นำมาหักภาษีแล้ว จะได้รับการลดภาษีคิดเป็นเงิน 750 บาท ส่วนเงินได้สุทธิ 300,001-500,000 บาท เสียภาษี 10% คิดเป็นตัวเงินภาษีที่ได้ลด 1,500 บาท, เงินได้สุทธิ 500,001-750,000 บาท เสียภาษี 15% คิดเป็นตัวเงินภาษีที่ได้ลด 2,250 บาท, เงินได้สุทธิ 750,001-1,000,000 บาท เสียภาษี 20% คิดเป็นตัวเงินภาษีที่ได้ลด 3,000 บาท, เงินได้สุทธิ 1,000,001-2,000,000 บาท เสียภาษี 25% คิดเป็นตัวเงินภาษีที่ได้ลด 3,750 บาท, เงินได้สุทธิ 2,000,001-4,000,000 บาท เสียภาษี 30% คิดเป็นตัวเงินภาษีที่ได้ลด 4,500 บาท และรายได้มากกว่า 4 ล้านบาทขึ้นไปเสียภาษี 35% คิดเป็นตัวเงินภาษีที่จะได้ลด 5,250 บาท (ดูตารางประกอบ)
ทั้งนี้ การหักค่าลดหย่อนจากโครงการช็อปช่วยชาติ จะใช้ในการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2559 ที่ย่ืนภาษีตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.จนถึงวันที่ 31 พ.ย.2560 โดยในรอบการยื่นภาษีปี2559 นี้ ผู้มีเงินได้สามารถหักค่าลดหย่อนได้เพิ่มขึ้นจากมาตรการช็อปช่วยชาติ และมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยว.