ศาลสั่ง “เจ๊ติ๋ม” ไม่ต้องจ่าย ค่าประมูลที่เหลือ 3 งวดรอคดีสิ้นสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/811631

 

“เจ๊ติ๋ม” มีเฮโล่งใจคลายทุกข์ ศาลปกครองมีคำสั่งให้ระงับการจ่ายค่างวดประมูลทีวีดิจิตอลไว้ก่อน รอจนกว่าคดีฟ้องร้อง กสทช. กรณีดำเนินนโยบายผิดพลาดเป็นที่สิ้นสุด เผย “สวรรค์มีตา” ยอมรับเลิกทำช่องทีวีดาวเทียมแล้ว เหลือแค่ธุรกิจหนังสือและรายการทางช่อง 5

นางพันธุ์ทิพา ศกุนต์ไชย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยทีวีพูล จำกัด และ บริษัท ไทยทีวี จำกัด หรือเจ๊ติ๋ม ทีวีพูล เปิดเผยว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้ไทยทีวี ระงับการจ่ายค่างวดประมูลทีวีดิจิตอลไว้ก่อน ทำให้ธนาคารกรุงเทพ ในฐานะผู้ออกหนังสือค้ำประกันค่าประมูลใบอนุญาต ไม่ต้องชำระค่างวดประมูลแทนไทยทีวีอีกต่อไป หลังจากที่ชำระแทนมา 2 งวดแล้ว คืองวดที่ 2 และงวดที่ 3

“คำสั่งของศาลปกครองดังกล่าว ทำให้แบงก์กรุงเทพไม่ต้องชำระค่างวดที่เหลือคืออีก 3 งวดคืองวด 4 งวด 5 และงวด 6 ก็ต้องรอดูว่าคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือ กสทช. ในฐานะผู้ออกใบอนุญาตจะอุทธรณ์หรือไม่ แต่ในส่วนตัวพี่ถือว่าคลายความทุกข์ไปได้มาก เพราะการที่ศาลมีคำสั่งให้ระงับการจ่ายออกไปก่อน แสดงให้เห็นว่าศาลเห็นว่า สิ่งที่เราฟ้อง กสทช. มีมูล และสิ่งที่เอกชนเหล่าทีวีดิจิตอลกำลังเผชิญหน้าอยู่นั้น มาจากความผิดพลาดในนโยบายของ กสทช. พี่ถือว่าครั้งนี้สวรรค์มีตา”

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ทราบทางแบงก์กรุงเทพได้ขอสงวนสิทธิ์ไว้แล้วว่า หากในที่สุดศาลปกครองมีคำสั่งว่าไทยทีวีไม่ต้องจ่ายค่าประมูลทีวีดิจิตอล แบงก์กรุงเทพจะสามารถเรียกคืนค่างวดที่จ่ายแทนไป 2 งวดได้ ซึ่งจากนี้เชื่อว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 7 ปี กว่าศาลจะมีคำตัดสินเป็นที่สิ้นสุด

นางพันธุ์ทิพากล่าวว่า ขณะนี้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่เขาใหญ่ ส่วนธุรกิจทีวีพูลนั้นให้ลูกชายเป็นคนทำหมดแล้ว ซึ่งหัวหนังสือในเครือทั้งหมดยังคงอยู่ รวมทั้งรายการทีวีพูลทูไนท์ทางช่อง 5 ส่วนช่องทีวีดาวเทียมนั้นเลิกไปหมดแล้ว โดยตนนั้นจะยุ่งเฉพาะเรื่องฟ้องร้องของไทยทีวีเป็นหลักเท่านั้น เพราะต้องการรับผิดชอบเรื่องนี้แต่เพียงผู้เดียว

ทั้งนี้ เมื่อปลายปี 2556 ที่ผ่านมา กลุ่มทีวีพูลชนะการประมูลช่องทีวีดิจิตอลทั้งสิ้น 2 ช่องด้วยกัน ซึ่งนางพันธุ์ทิพาระบุ การลงทุนในช่องดิจิตอลเป็นการลงทุนส่วนตัว โดยทีวีพูลประมูลช่องข่าวไปด้วยราคา 1,328 ล้านบาท และช่องเด็กที่ราคา 648 ล้านบาท คิดเป็นเงินรวม 1,976 ล้านบาท โดยได้ชำระเงินงวดแรกไปแล้ว 365.50 ล้านบาท แต่ตั้งแต่งวดที่ 2 วงเงิน 288.46 ล้านบาทเป็นต้นไป กลุ่มไทยทีวีไม่ได้ไปชำระตามกำหนด โดยในเดือน พ.ค.2558 ได้ยื่นหนังสือถึงบอร์ด กสทช.เพื่อขอเลิกใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิตอลทั้ง 2 ช่องแทน

ส่วนประเด็นการฟ้องร้องต่อศาลปกครองของไทยทีวีนั้น นอกจากการขอระงับการจ่ายเงินงวดค่าประมูลแล้ว ไทยทีวียังฟ้องร้องต่อศาลปกครองเรียกค่าเสียหายจาก กสทช.เกือบ 1,000 ล้านบาท ด้วยว่า กสทช.ในฐานะกำกับดูแล ไม่ได้ดำเนินการกำกับหรือดูแลการเปลี่ยนผ่านการรับชมทีวีดิจิตอลให้เป็นไปตามกฎหมายและแผนแม่บทกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 1 (2555-2559) แต่อย่างใด จนเป็นเหตุให้ประชาชนทั้งประเทศ ไม่สามารถรับชมทีวีดิจิตอลได้อย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินการของผู้ประกอบการอย่างร้ายแรง และที่ผ่านมาได้มีหนังสือแจ้งไป กสทช.แล้ว แต่ กสทช.เพิกเฉยไม่แก้ไขหรือเยียวยาใดๆเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย

นางพันธุ์ทิพายังเคยกล่าวด้วยว่า มั่นใจว่าหาก กสทช.ทำหน้าที่ได้ดี ทั้ง 24 ช่องทีวีที่ประมูลใบอนุญาตมาจะไปรอดแน่ เพราะทุกคนล้วนประสบความสำเร็จ ร่ำรวย แต่ต้องมาล้มเหลวกับธุรกิจนี้ ตอนนี้บอกได้เลยว่าหนองใกล้แตกแล้ว แต่หลายรายเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องอดทน พูดมากไม่ได้เพราะหุ้นจะตก กสทช.ต้องให้ยืดอายุจ่ายเงินค่าประมูลออกไปก่อน ยังเคยคุยกันระหว่างช่องดิจิตอลว่าพวกเราเป็นเศรษฐีหน้าโง่หรือเปล่า ที่แห่กันมาประมูล ปีแรกลงทุนไป 1,000 ล้านบาท มีรายได้แค่ 3 ล้านบาท ไปขายเต้าฮวยยังรวยกว่า

อย่างไรก็ตาม นอกจากช่องเจ๊ติ๋มแล้ว ขณะนี้ยังไม่มีช่องที่เหลืออื่นใดเบี้ยวการจ่ายค่างวดประมูล ซึ่งล่วงเลยเข้ามาเป็นงวดที่ 3 แล้ว โดยในปีหน้าเดือน พ.ค. 2560 จะถึงกำหนดจ่ายงวดที่ 4 ซึ่งต้องจับตาดูกันว่าจะมีช่องใดเดินตามรอยเจ๊ติ๋มหรือไม่ หลังศาลปกครองมีคำสั่งเปิดทางให้ช่องเจ๊ติ๋มไม่ต้องจ่ายค่างวดประมูล จนกว่าคดีจะสิ้นสุด.

 

Leave a comment