ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ธ.ค. 2559 07:30
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/809426

“ปานปรีย์” อดีตผู้แทนการค้าไทย ฟันธงปี 2560 นานาประเทศปรับทิศสู่ “เศรษฐกิจดิจิทัล” แนะรัฐบาลหยิบยกเป็นวาระเร่งด่วน กำหนดทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมขับเคลื่อน หากทำกันจริงจัง จะถือเป็นการปฏิรูปเศรษฐกิจทั้งระบบให้ทันสมัยยิ่งขึ้น แต่ต้องส่งเสริมให้คนในพื้นที่ห่างไกลใช้อินเตอร์เน็ตให้เป็น ค่าบริการต้องถูกลง หรือใช้ฟรี
นายปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตผู้แทนการค้าไทย (TTR) เปิดเผยว่า ในปี 2560 สถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังคงมีหลายปัจจัยเสี่ยง และต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในหลายเรื่อง จึงเป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่ง โดยหลายๆประเทศดำเนินนโยบายสู่เส้นทางเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่ง World Economic Forum (WEF) ได้จัดอันดับความพร้อมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของแต่ละประเทศ 10 อันดับแรกของโลกในปี 2557 แต่สำหรับในเอเชีย สิงคโปร์ มาเป็นอันดับที่ 1 และญี่ปุ่น อันดับที่ 10 ส่วนมาเลเซียและไทย อยู่ในอันดับที่ 31 และ 62 โดยลำดับ สำหรับไทย แม้จะยังห่างจากประเทศอื่นอยู่มาก แต่ถ้ารัฐบาล และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเร่งผลักดันนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างจริงจัง ไม่นานไทยอาจขยับขึ้นมาในลำดับต้นๆได้
สำหรับการคาดการณ์เศรษฐกิจไทย แม้จะประเมินถึงการขยายตัวว่าจะเป็นไปตามเป้า แต่ไทยยังมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ ซึ่งการดำเนินนโยบายและบริหารเศรษฐกิจแบบเดิมๆ ที่เน้นการส่งออก การลงทุน หรือการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายภาครัฐ แม้ยังคงต้องทำต่อไป แต่ภายใต้สถานการณ์ในปัจจุบันนี้ จะไม่ช่วยยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากกับดักของประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่รายได้สูงในระยะเวลาสั้นกว่าที่คาดการณ์กันไว้ว่า จะใช้เวลามากถึง 20 ปี
“ผมมองภายใต้อุปสรรคและข้อจำกัดของเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ หากนำนโยบายเศรษฐกิจทั้งหมดของรัฐบาลขึ้นมาพิจารณา เลือกเฉพาะที่โดดเด่นทางเศรษฐกิจ และสามารถทำได้ทันที และเป็นอนาคตของประเทศ ก็เห็นจะเป็นนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลและไทยแลนด์ 4.0 เท่านั้น ที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศมาระยะหนึ่งแล้ว พร้อมกับจัดตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ขึ้นมารองรับ”
นายปานปรีย์กล่าวต่อว่า สำหรับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลที่จะประสบผลสำเร็จได้นั้น ต้องให้ความสำคัญกับแนวทางปฏิบัติใน 3 เรื่อง โดยลำดับดังนี้ 1.ควรโฟกัสไปที่การแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางสังคมก่อน เพราะนอกจากจะสร้างโอกาสและความเป็นธรรมในสังคมแล้ว ยังช่วยขยายฐานทางเศรษฐกิจให้กว้างขึ้น เพิ่มรายได้ประชาชนไปในตัว แต่ที่ต้องระมัดระวังคือ ป้องกันไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลขึ้นมาอีก มิฉะนั้นแล้วนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลอาจไม่เป็นคุณ แต่อาจกลับเป็นโทษ
2.ต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเห็นประโยชน์ และรับรู้ความสำคัญของอินเตอร์เน็ตก่อน เพราะจากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เรื่องจำนวนผู้ไม่ใช้อินเตอร์เน็ตในปี 2557 ทั่วประเทศ มี 40.6 ล้านคน ปรากฏว่า 67.3% หรือ 27.3 ล้านคน ระบุว่า ใช้ไม่เป็น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก โดยเฉพาะหากภาครัฐมีการอนุมัติเงินลงทุนสร้างเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไปตามหมู่บ้านหรือทั่วทุกภาค แต่ประชาชนผู้รับบริการกลับใช้ไม่เป็น ซึ่งจะทำให้การลงทุนไม่เกิดประโยชน์และสูญเสียงบประมาณแผ่นดิน
“เพราะฉะนั้น ก่อนเริ่มให้บริการอินเตอร์เน็ตแก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ต้องพิจารณาด้วยว่า จะส่งเสริมให้มีเครื่องมือ เครื่องใช้ในราคาถูกได้อย่างไร และควรมีค่าบริการอินเตอร์เน็ตหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันในเมืองมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 600 บาทต่อเดือน ซึ่งผู้มีรายได้สูงและปานกลางสามารถจ่ายได้ แต่ผู้มีรายได้น้อยหรือไม่มีรายได้คงจ่ายไม่ไหว ดังนั้น ภาครัฐควรจัดบริการอินเตอร์เน็ตให้ฟรี โดยไม่จำเป็นต้องเป็นอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง แต่ควรเป็นระบบแบบไร้สาย เพราะมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าแบบเคเบิลใยแก้วนำแสง ที่มีความเร็วและค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า ขณะที่ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตควรสำรวจว่า ในแต่ละพื้นที่มีภาครัฐหรือเอกชนที่ให้บริการอินเตอร์เน็ตแบบไร้สายหรือแบบสายเคเบิลอยู่แล้วหรือไม่ เพราะจะช่วยลดงบประมาณการลงทุนไปได้มาก โดยไม่สร้างเครือข่ายที่ซ้ำซ้อนกันระหว่างรัฐและเอกชนอีก
3.ควรเพิ่มบริการในส่วนของแอพพลิเคชั่นต่างๆ ให้มากขึ้น ทั้งจากภาครัฐที่เป็นบริการแบบไม่มีค่าใช้จ่ายและจากภาคเอกชน เพื่อให้อินเตอร์เน็ตถูกนำไปใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพทั่วถึง อย่างเช่น ในภาคการเกษตร แอพพลิเคชั่นจะช่วยเพิ่มผลผลิตได้ ใช้ดูราคาสินค้าเกษตรทั่วไป ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพดิน และประเภทของปุ๋ยในพื้นที่ทำการเกษตร เป็นต้น
ทั้งนี้ หากรัฐบาลเห็นว่า นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลสมควรถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นนโยบายเร่งด่วนพิเศษ โดยกำหนดให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม กระทรวง DE จะเป็นกระทรวงเศรษฐกิจที่มีบทบาท และภารกิจสำคัญที่สุดในปี 2560 เพราะนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ถ้าทำกันจริงจัง จะถือเป็นการปฏิรูปเศรษฐกิจทั้งระบบให้ทันสมัยยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนโยบาย เศรษฐกิจดิจิทัลไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าประเทศไทยมีเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยเหมือนต่างประเทศ หรือมีระบบราชการ บริษัท ห้างร้าน หรือระบบการเรียนการสอนที่ไฮเทคขึ้น แต่ขึ้นอยู่กับว่า ประชาชนและองค์กรต่างๆจะสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและใช้ประโยชน์ได้มากน้อยเพียงใด รวมทั้งความสามารถของผู้กำกับและบริหารนโยบายที่สามารถแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ที่จะส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมลดลง การขยายตัวทางเศรษฐกิจดีขึ้น รายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้น และที่สำคัญคือ บรรลุเป้าหมายการหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ไปเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในระยะเวลาที่สั้นลงมาก.