ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ธ.ค. 2559 05:30
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/806797

มีปัญหาไม่จบไม่สิ้น!! กับกรณีการขายประกันทางโทรศัพท์…. ที่ผ่านมา ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ เคยเขียนรายงานพิเศษเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแล้ว 2 ครั้ง 2 หน ประกอบด้วย คุ้ยเบื้องลึก Call ขายประกัน ข้อมูลคนไทยซื้อง่าย ช่างด้อยราคา!? (ฟังคลิป ) และ รำคาญไหม? ฮัลโหลโทรขายประกัน เสาะหาเบอร์จากไหน รับมืออย่างไร ต้องรู้! ซึ่งมาถึงคราวนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แบบนี้ก็มี ไม่รับสาย ตัดเงินผ่านบัตรเครดิตเฉย สุดทนจนต้องขอร้องเรียน!
เรื่องของเรื่องคือ เมื่อเร็วๆ นี้ อาสาม ไทม์แมชชีน หนึ่งใน ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้รับเรื่องร้องเรียนมาจาก ผู้เสียหายจากเหตุการขายประกันแบบไม่ชอบมาพากล ซึ่งหลังเกิดเรื่องได้ทำการร้องเรียนไปยัง สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) รวมถึงร้องเรียนไปยังต้นสังกัดประกันภัย และได้เงินที่ถูกตัดจากบัตรเครดิตคืนมาแล้ว แต่ที่มาเปิดเผยเรื่องนี้ เพราะไม่อยากเห็นคนตกเป็นเหยื่ออีกต่อไป
บุคคลต้นเรื่องของรายงานพิเศษชิ้นนี้ คือ นายยุทธพงษ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 39 ปี พนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ถึงแม้เหตุการณ์เกิดขึ้นหลายเดือนแล้ว แต่เขาขอบอกเล่าประสบการณ์ และอยากจะเตือนไปยังบุคคลที่คิดจะขายประกันแบบไร้จริยธรรมให้หยุดเถอะ ไม่งั้นคุณอาจติดคุก..!
นายยุทธพงษ์ หรือ คุณโอ้ เริ่มต้นเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง ถึงเรื่องที่ประสบพบเจอมาว่า เหตุการณ์นี้เริ่มจากมีโทรศัพท์เบอร์ 063-213-XXXX พยายามโทรหาตน 3-4 ครั้ง ตอนนั้นตนกำลังทำงานและเห็นว่าเป็นเบอร์ไม่คุ้นเคยจึงไม่รับสาย แต่ปรากฏว่าจากนั้นไม่นาน ได้มีข้อความส่งมาถึงเขียนว่า… “ขอบคุณสำหรับการใช้จ่ายผ่านบัตร XXX จำนวนเงิน 5,400 บาท @บริษัทประกันแห่งหนึ่ง หากข้อมูลไม่ถูกต้องให้ติดต่อหมายเลข 02-XXX-XXXX” เมื่อได้รับข้อความตนรู้สึกมึนงงเป็นอย่างมาก เพราะยังไม่ได้คุยกับใคร ไม่ได้รับสายใคร ไม่ได้ทำประกันกับใคร แล้วทำไมจู่ๆ จึงมีการหักเงิน..!


“ตอนนั้นรู้สึกโกรธมาก… มันคืออะไร จู่ๆ มาหักเงินกันแบบนี้ได้ยังไง ขายประกันแบบนี้ก็ได้หรือ…? จึงได้พยายามโทรไปสอบถามที่เบอร์คอลล์เซ็นเตอร์ที่ให้ไว้ ปรากฏว่า ปลายสายตอบกลับมาว่า ได้มีการทำกรมธรรม์ดังกล่าวจริง และไม่ทราบว่า กรณีถูกหักเงินทั้งที่ยังไม่มีการตอบตกลงซื้อกรมธรรม์ได้อย่างไร กระทั่งต่อมา ได้มีบุคคลรายหนึ่งอ้างเป็นโบรกเกอร์ที่ตกลงทำประกันให้ พร้อมกับกล่าวขอโทษ…พร้อมบอกว่าจะคืนเงินให้ แต่ต้องส่งเอกสารคือ บุ๊กแบงก์ โดยให้ส่งแฟกซ์ไปที่บริษัทประกันดังกล่าว ระหว่างนั้น….ผมคิดอยู่ตลอด “เราเป็นคนผิดหรือ..? ทำไมต้องแก้ปัญหาสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำ” อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้เงินคืนจึงโทรกลับไปและขอส่งเอกสารไปทางอีเมลแทน เนื่องจากไม่สะดวกส่งแฟกซ์ จากนั้น บุคคลดังกล่าวก็เงียบ เมื่อเขาโทรเข้ามาอีกครั้ง…ก็บอกว่าต้องส่งกรมธรรม์คืนให้ก่อนถึงจะได้เงินคืน กระทั่งอีกไม่กี่วันต่อมา ได้มีกรมธรรม์เลขที่ C5203XXXX ส่งมาให้ถึงที่บ้านพัก
ไม่ไว้ใจ แจ้งความ ร้อง คปภ. บุกบริษัทประกัน เพื่อทวงถามความเป็นธรรม
ผู้เสียหายจากเหตุการณ์ขายประกันครั้งนี้ ได้ตัดสินใจนำเรื่องทั้งหมดเข้าแจ้งความ ที่ สน.ตลิ่งชัน เมื่อวันที่ 9 พ.ค.59 หลังจากได้รับกรมธรรม์แล้ว และได้ส่งกรมธรรม์กลับทางไปรษณีย์ วันที่ 19 พ.ค. และได้ตรวจสอบการส่งทางออนไลน์ พบว่าถึงบริษัทดังกล่าว ในวันที่ 20 พ.ค. มีผู้รับเป็นเจ้าหน้าที่ รปภ. เมื่อได้โทรสอบถามว่าเอกสารถึงที่หมายหรือยัง กลับได้คำตอบว่ายังไม่ถึง ด้วยความร้อนใจ ได้เดินทางไปสอบถามที่บริษัทประกันที่หักเงินตนถึงที่ ระหว่างนั้นมีเจ้าหน้าที่มารับเรื่อง แต่ก็เหมือนจะคุยกันไม่รู้เรื่อง ตนจึงพูดเสียงดังขึ้น กระทั่งมีเจ้าหน้าที่อีกคนเข้ามาสอบถามและเมื่อได้พูดคุยกัน จึงยอมรับเรื่องราวที่เกิดขึ้น พร้อมกับรับปากว่าจะคืนเงินให้เต็มจำนวน นอกจากนี้ ตนยังขอทราบชื่อตัวแทนที่เดินเรื่องซื้อประกันในครั้งนี้ แต่ทางบริษัทประกันดังกล่าว อ้างว่า โบรกเกอร์รายดังกล่าว ได้ทำการฉ้อโกงบริษัทเช่นกัน พร้อมให้ชื่อนามสกุลโบรกเกอร์รายนี้มา
อย่างไรก็ดี หลังจากเข้าร้องเรียนยังบริษัทประกันได้ 3-4 วัน จึงได้เงินคืนมาเต็มจำนวน 5,400 บาท หลังจากนั้น จึงนำเรื่องดังกล่าวเข้าร้องเรียนกับทาง สำนักงาน คปภ. และ คปภ. ก็ให้คำตอบที่น่าตกใจว่า “จากการตรวจสอบของ คปภ. พบว่า นายรัศมิธศิลป์ (สงวนนามสกุล) ตัวแทนบริษัทแห่งหนึ่ง (คนขายประกันให้ผู้เสียหาย) ใบอนุญาตขายประกันหมดอายุ และไม่ได้มีการมาต่ออายุใบอนุญาตแต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังเห็นว่ามีผู้มาร้องเรียนกับ คปภ. กรณีการขายประกันทางโทรศัพท์หลายราย ซึ่งทราบว่าบางรายได้เงินคืนไม่เต็มจำนวนด้วย”

นายยุทธพงษ์ ยอมรับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ตนไม่ไว้วางใจต่อการทำงานของตัวแทนขายประกัน โดยเฉพาะเรื่องที่ถูกนำข้อมูลส่วนตัวไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง ทุกวันนี้ยังรู้สึกผวา…ไม่รู้ว่าจะเจอกับเหตุการณ์แบบไหนอีก ในชีวิตตนทำบัตรเครดิตแค่ 2 ใบ กับ ธนาคารแห่งหนึ่ง และ นอนแบงก์ ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่า ข้อมูลที่หลุดออกไปจากการทำบัตรเครดิต อยากให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลกฎหรือระเบียบการทำประกันทางโทรศัพท์ว่า อย่างน้อย ให้มีเอกสารมาให้เซ็นยืนยันก่อนแล้วส่งกลับไป ถึงจะหักเงินได้ดีกว่า ไม่ใช่ว่า เอาแค่คลิปเสียง (จริงๆ แล้ว สามารถมีการดัดแปลง ตัดต่อ เพื่อเอามาเป็นหลักฐานได้ ก็มี) แล้วพอโดนหักแล้ว ผู้เสียหายก็จะต้องเสียเวลา เงินทอง เพื่อเดินเรื่อง บางรายก็ปล่อยไป เพราะไม่มีเวลา ต้องทำมาหากิน… เพราะการตกลงทำประกัน ไม่ได้รีบร้อนอะไรมากนี่ ใช่ไหม? เรื่องนี้ร้องเรียนกันมามาก แต่ก็ไม่มีใครจัดการได้สักทีนะ… แม้แต่ คปภ. ซึ่งเป็นหน่วยงานโดยตรง
คปภ.พร้อมช่วยเหลือ ชี้ ขายประกัน โดยไม่มีใบอนุญาต เจอคุก 6 เดือน ปรับ 5 พัน พร้อมสอบสวนบริษัทต้นสังกัด
หลังจากฟังเรื่องราวจาก นายุทธพงษ์ แล้ว อาสามฯ จึงต้องขอฟังจากปาก สำนักงาน คปภ. บ้าง ว่าเคสลักษณะนี้จะมีการดำเนินการลงโทษ หรือสอบสวนผู้กระทำผิดอย่างไร ซึ่ง นายตนุภัทร รัตนพูลชัย รองเลขาธิการ ด้านกฎหมาย คดี และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ คปภ. กล่าวว่า การตัดเงินทั้งที่ไม่มีการตอบรับดังกล่าวนั้น ส่วนตัวเชื่อว่าใบอนุญาตขายประกันของโบรกเกอร์รายดังกล่าว น่าจะถูกเพิกถอนแล้ว… เนื่องจากเรามีระเบียบเงื่อนไขว่า ต้องบันทึกเทปไว้ด้วย และขอเทปฟัง หากบุคคลนั้นไม่มีใบอนุญาต บุคคลนั้นจะถูกดำเนินคดี จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือ ปรับเงินไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเรื่องนี้คงต้องไปตามดูรายละเอียดอีกครั้งว่าบริษัทขายประกันรู้เห็นหรือไม่
“กระบวนการทางกฎหมายกับกระบวนการทางความรู้สึกนั้นมีความแตกต่างกัน ตามกฎหมายนั้น เราจะดำเนินคดีกับใครได้เราจะต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน แตกต่างจากความรู้สึก ทราบว่าผู้เสียหายนั้นเสียความรู้สึกไปแล้ว ทั้งนี้ การขายทางโทรศัพท์ใช่ว่ามีแต่ประกันภัย ยังมีการขายบัตรเครดิตด้วย แต่สำคัญที่สุดคือ เราต้องถามว่า “คุณเอาข้อมูลมาจากไหน” อย่างไรก็ตาม กรณีการขายข้อมูลนั้น มีนักกฎหมายได้ตีความหลายสำนัก เช่น บางสำนักบอกว่า ตอนเราทำบัตรเครดิต เราไม่ได้บอกเขาว่า “ห้ามเปิดเผย” เขาก็เลยเอาไปเปิดเผย แต่นักกฎหมายบางคนก็บอกว่า ข้อมูลส่วนบุคคลจะเปิดเผยก็ต่อเมื่อได้แจ้งกับเจ้าตัวแล้ว

กรณีลักษณะนี้ เข้าข่ายฉ้อโกงหรือไม่ อาสามฯ ถามนาย นายตนุภัทร ตอบว่า การฉ้อโกงเป็นคดีอาญา และมีองค์ประกอบหลายอย่าง หากมีบันทึกเทปเสียง ก็ถือเป็นประจักษ์พยาน ถ้าหากไม่มีการบันทึกเทป แต่มีเงินตัดเข้าบัญชีบริษัทประกัน มีกรมธรรม์ และมีการทำประกันจริง ความเห็นตนว่าไม่ฉ้อโกง ทั้งนี้ ยังขึ้นอยู่กับมุมมองนักกฎหมาย ถามว่าผิดหรือไม่ คนขายผิดแน่ ผิดจรรยาบรรณ ใบอนุญาตของโบรกเกอร์ ติดแบล็กลิสต์ ซึ่งจะกลับมาทำใบอนุญาตอีกไม่ได้ภายใน 5 ปี ซึ่งกรณีแบบนี้ ถ้าโดนแล้วส่วนใหญ่จะกลับมาทำอาชีพเดิมไม่ได้อีก…
เอาให้เข็ดหลาบ…แบบนี้ ต้องแจ้งความในคดีฉ้อโกง และ ยักยอกทรัพย์
เกี่ยวกับกรณีนี้ อาสามฯ ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านข้อกฎหมาย เพื่อหาทางแก้ไข และเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความชื่อดัง และ ท่านชาลี ทัพภวิมล ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ ซึ่งกรณีนี้ ท่านชาลี กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “เหตุการณ์ในลักษณะนี้น่าจะเข้าข่ายการฉ้อโกง หลอกลวงโดยใช้กลอุบาย ทำให้เราต้องเสียทรัพย์ อยากจะแนะนำให้กับผู้เสียหายไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องไว้ก่อน หากรู้ชื่อนามสกุลผู้ที่ติดต่อเข้ามาก็จะยิ่งดี
“แม้จะได้รับการคืนเงินแล้ว…แต่ไม่มีผลต่อคดี เพราะความผิดสำเร็จไปแล้ว หากมีหลักฐานว่า เขาพูดโทรศัพท์จากที่ไหน เครื่องไหน ก็จะยิ่งดี ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นหน้าที่ตำรวจสืบสวน แต่ถ้ามั่นใจว่าเป็นคนนี้ ชื่อนี้ เรานำชื่อมอบให้กับตำรวจ ส่วนตำรวจจะดำเนินคดีหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่มีอีกครั้ง ทั้งนี้ ตามกฎหมายฉ้อโกง หรือ ยักยอกทรัพย์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ซึ่งสามารถยอมความกันได้ยกเว้นมีเหตุฉกรรจ์ จนกลายเป็นคดีฉ้อโกงประชาชน เช่น คดีดังในสมัยก่อน แชร์แม่ชม้อย เป็นต้น”


สอดคล้องกับ นายสงกานต์ ที่ให้คำแนะนำอย่างน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า…“ความผิดเขาสำเร็จตั้งแต่เขาหักเงินไปแล้ว เราสามารถดำเนินคดีฐานฉ้อโกง และยักยอกทรัพย์ได้ แต่เราต้องรู้ว่าใครเป็นคนดำเนินการหักเงินของเรา ต้องมีชื่อเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ จะขึ้นอยู่ที่ว่า เราไปเซ็นยินยอมไม่ติดใจดำเนินคดีหรือไม่ ตอนที่เขาคืนเงินให้เรา แต่เราสามารถสอนบทเรียนให้บริษัทเหล่านี้ได้ ด้วยการนำหลักฐานที่เขาคืนเงินให้ มาร้องเรียนกับทาง คปภ. หรือแม้แต่เขาอยากจะเจอผม เพื่อตีแผ่ให้เป็นอุทาหรณ์ให้กับสังคม ผมก็ยินดี”
วิธีการรับมือเมื่อเจอเรื่องแบบนี้ นายสงกานต์ แนะนำว่า…
1. แจ้งความหรือลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานก่อน
2. ร้องไปยัง เลขาธิการ คปภ. และ สคบ.
3. ร้องไปยังสื่อมวลชน (เพื่อให้สื่อตีแผ่ข้อเท็จจริง)
4. เดินหน้าดำเนินคดีให้เพื่อให้เป็นตัวอย่าง และจะได้ไม่กล้าทำอีก
ช่วงท้าย นายสงกานต์ กล่าวว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ผู้ใดเบียดบังเอาทรัพย์ผู้อื่นมาครอบครองเป็นของตนเอง ถือว่าเป็นการยักยอกทรัพย์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทางแพ่ง เราสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ เนื่องจากเราต้องเสียเวลาในการตามทวงถามคืน เสียเวลาไปแจ้งความ เสียค่ารถ รวมไปถึงค่าขาดโอกาสจากงาน เช่น เราขายของมีรายได้วันละ 1,000 บาท ต้องเสียเวลาติดตามกี่วัน ก็สามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้ โดยเราสามารถฟ้องเจ้าหน้าที่กับตัวบริษัทต้นสังกัด ในลักษณะลูกจ้างและนายจ้างต้องรับผิดร่วมกัน ตนเห็นว่าควรดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป
ซื้อขายข้อมูลมีจริง สะพัด 5,000 ล้าน วงการประกัน ธนาคาร ปล่อยเงินกู้รู้ดี..?
หลายคนสงสัยกันว่า…เขาเหล่านั้นเอาเบอร์โทรศัพท์เราท่านมาจากที่ใด นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม บอกกับเราถึงการซื้อขายข้อมูลส่วนตัวที่มีวงเงินสะพัดกว่า 5 พันล้านบาทว่า.. การซื้อขายข้อมูลส่วนตัวนั้นทำกันเป็นขบวนการมานานแล้ว โดยเฉพาะชื่อและเบอร์โทรศัพท์ ราคาอยู่ใน 50 ชื่อละ 50 สตางค์ จนถึง ราคา 50 บาท ตามชื่อของบุคคล หากเป็นคนมีเงินหรือบบุคคลที่มีชื่อเสียง ราคาก็จะยิ่งแพง แต่ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ การซื้อขาย Statement บุคคล โดยเฉพาะคนที่มีเงินจำนวนมากในบัญชีธนาคาร จะขายราคาชื่อละ 500 บาทขึ้นไป ที่หนักกว่านั้นคือ ยังมีการรับจ้างในการตกแต่งบัญชีด้วย!

“ปัจจุบันมีการทุจริตภายในธนาคารหลากหลายรูปแบบ ซึ่งปัจจุบัน ชื่อกับเบอร์โทร เขาจะไม่ค่อยเอากันแล้ว จึงมีการนำมาขายกันโลกออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ขบวนการดังกล่าว ส่วนตัวเชื่อว่า ทำคนเดียวทำไม่ได้ จะต้องทำเป็นขบวนการ ธนาคารแห่งเดียวก็ไม่สามารถทำได้ การกระทำดังกล่าว ผมเชื่อว่ามีการจัดตั้งในรูปแบบองค์กร และอาจจะเกี่ยวข้องกับระดับผู้บริหารในหลายๆ ธนาคาร” นายอัจฉริยะ เชื่ออย่างนั้น
คนที่ขายก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คนในธนาคารนั่นแหละ…ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กล่าวพร้อมเน้นย้ำว่า เขาเอาข้อมูลของธนาคารที่มีอยู่แล้ว มาขายกับพนักงานด้วยกันเองต่อ เสร็จแล้วก็นำไปขายให้กับบริษัทประกันภัย ที่ร้ายกว่านั้นคือ ไปขายให้กับบริษัทรับจ้างทวงหนี้…หากบริษัททวงหนี้เหล่านี้รู้ว่าคุณมีเงินเท่าไร เขาก็จะได้ตามทวงหนี้ได้ถูก
“จากข้อมูลที่ได้จากคนที่เคยทำงานด้านนี้มา เชื่อว่ามีข้อมูลส่วนตัวของประชาชนทั้งหมด ที่อยู่ในวงจรการซื้อขายกว่า 30 ล้านบัญชี เม็ดเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ วนเวียนซื้อขายระหว่างธนาคาร ประกัน รวมไปถึงกลุ่มแก๊งคอลล์เซ็นเตอร์ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ หากตกอยู่ในมือมิจฉาชีพ ก็จะเป็นอันตรายต่อบุคคลๆ นั้น…ขอยืนยันว่าการเปิดโปงครั้งนี้มีหลักฐานชัดเจน และพร้อมจะนำหลักฐานไปมอบให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนเขาจะดำเนินการอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเขา ทั้งนี้ การซื้อขายข้อมูลดังกล่าวถือว่าผิดกฎหมายมีโทษทั้งจำทั้งปรับ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เชื่อว่าหากร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ในสภา หากมีการประกาศใช้ก็เชื่อว่าจะทำให้แก้ปัญหาเหล่านี้ได้มากขึ้น เนื่องจากมีบทลงโทษที่หนักมากขึ้น” ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กล่าว
หากใครเจอเหตุการณ์ในลักษณะนี้ สามารถร่วมกันแชร์ประสบการณ์หรือส่งข้อมูลมาให้กับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ได้ เพื่อมิให้คนกระทำผิดลอยนวลต่อไป
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
เชือดขายประกันผ่านมือถือ “ลุงตู่”สั่งออกกฎหมายช่วยลูกค้าสกัดบังคับขาย

- สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ