ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ธ.ค. 2559 21:05
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/809237

SPCG จับมือ KYOCERA โชว์ไฮเทคระบบ SCADA ประมวลผล-ควบคุมแผงโซลาร์ฟาร์ม 36 โครงการใน 10 จังหวัดแบบเรียลไทม์ เชื่อมโยงข้อมูลเต็มประสิทธิภาพครบรอบด้าน เสริมความแข็งแกร่งผู้นำด้านพลังงานแสงอาทิตย์แห่งอาเซียน…
ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้บริหารเคียวเซรา นายทาสึมิ มาเอะดะ รองประธานกรรมการ นายโชจิ นิชิซาวา ผู้จัดการทั่วไป KYOCERA Corporation และ นายฮิเดอากิ โยชิดะ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเคียวเซรา คอร์ปอเรชั่น (KYOCERA) ร่วมพิธีเปิดห้อง Monitoring Room ที่เป็นห้องประมวลผลและควบคุมโครงการโซลาร์ฟาร์มแบบเรียลไทม์ ด้วยระบบ SCADA ที่เชื่อมโยงข้อมูลการปฏิบัติการ และแสดงสภาวะอากาศตามเวลาจริงของโครงการโซลาร์ฟาร์มทั้ง 36 โครงการใน 10 จังหวัด ณ อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) แห่งใหม่ซอยทองหล่อ 20 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ โดยมี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้บริหารสถาบันการเงินธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยาร่วมแสดงความยินดี
ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า SPCG เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มแห่งแรกในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ครบทั้ง 36 โครงการ เมื่อปี 2557 โดยมีกำลังการผลิตรวม 260 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ 10 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง บนพื้นที่รวมกว่า 5,000 ไร่ โดย SPCG มีระบบพัฒนา ติดตาม และประมวลผลการทำงานของโซลาร์ฟาร์มทั้ง 36 แห่ง ด้วยระบบ SCADA ที่ห้อง Monitoring Room โดยมีเจ้าหน้าที่ประจำการตลอดระยะเวลาที่โครงการทั้งหมด ทำการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่อให้แสดงผลข้อมูลสถานะการผลิตไฟฟ้า สภาวะอากาศ ระบบรักษาความปลอดภัย แบบ Real Time

กก.ผจก.ใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี กล่าวต่อว่า SPCG ได้รับเกียรติจากองค์กรสหประชาชาติ ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) เป็นตัวแทนภาคธุรกิจจากประเทศไทย ร่วมประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 (Conference of Parties: COP 21) โดยมีกว่า 195 ประเทศ ร่วมให้คำมั่นสัญญาในการที่จะลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศโลก มีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส ภายในปี ค.ศ. 2030 ซึ่ง SPCG ตระหนักถึงปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด ไม่มีมลภาวะกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 200,000 ตันต่อปี อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นการลงทุนขนาดใหญ่ในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ภายหลัง SPCG ได้เดินหน้าพัฒนาโครงการจนครบ 36 โครงการ พร้อมทั้งจัดตั้งบริษัท โซล่า เพาเวอร์ จำกัด หรือ (SPC) เป็นบริษัทพัฒนาและควบคุมทั้ง 36 โครงการ ยังมีบริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ แอสเซ็ท จำกัด หรือ (SPA) พัฒนาและควบคุมโซลาร์ฟาร์มรวม 2 โครงการ ในจังหวัดลพบุรี พร้อมทั้งได้จัดตั้ง บริษัท โซล่า เพาเวอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด หรือ (SPE) เป็นผู้นำการให้บริการออกแบบทางวิศวกรรมและก่อสร้างโซลาร์ฟาร์มแบบครบวงจร พร้อมด้วยทีมงานคุณภาพ มากประสบการณ์ และได้จัดตั้ง บริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ รูฟ จำกัด หรือ (SPR) ประกอบธุรกิจติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือ โซลาร์รูฟ (Solar Roof)
ดร.วันดี กล่าวด้วยว่า สำหรับ SPR เป็นโมเดลใหม่ ที่สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้ในประเทศไทยและในอาเซียน คาดว่าธุรกิจนี้จะเติบโตได้ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 30 เพราะขณะนี้ โซลาร์ รูฟ ของบริษัทได้รับการยอมรับและเชื่อถือจากประชาชนที่เป็นเจ้าของบ้าน โรงงานอุตสาหกรรม สถาบันการเงินที่มีชื่อเสียง บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างหันมาติดโซลาร์รูฟกันมากขึ้น เพื่อต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้า และหลังจากติดโซลาร์รูฟของ SPR พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความพึงพอใจสูง และได้รับความไว้วางใจจากผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง.