ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2559 05:30
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/811241

“คุณยังทำงานประจำอยู่มั้ย…!?” (เสียงแบบเพื่อนสนิท)
“อยากได้รับโอกาสดีๆ หรือเปล่า…?” (เสียงแบบแนะนำสิ่งดีๆ)
“อยากทำงานสบาย แล้วได้ตังค์ง่าย” (กระสันอยากแนะนำ)
คำพูดสวยหรูเหล่านี้ เราอาจจะเคยได้ยินจากโฆษณาในเว็บไซต์ หรือ โพสต์ที่ถูกแชร์ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กว่า ชีวิตดี โดยไม่ต้องทำอะไรมากเพียงแค่ บอกต่อ ชักชวน บลาๆๆ
ใช่แล้ว วันนี้ “อาสาม ไทม์แมชชีน” แห่งทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ มานำเสนอเรื่องราวดีๆ ให้ทุกคนได้ “รู้ทัน” ไม่ตกเป็นเหยื่อ “ขบวนการแชร์ลูกโซ่” พร้อมกับเรียนรู้ว่า แท้จริง มันต่างจากธุรกิจขายตรงอย่างไรกันบ้าง
จะรอช้าอยู่ไย มาเริ่มกัน ณ บัดนี้

เทียบกันชัดๆ “แชร์ลูกโซ่ VS ขายตรง”
กูรูด้านแชร์ลูกโซ่ พ.ต.อ.ดร.นิติพัฒน์ วุฒิบุณยสิทธิ์ ผู้กำกับ (สอบสวน) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ได้อธิบายกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ว่า…
ขายตรง เป็นเรื่องของธุรกิจ มีกฎหมายรองรับ โดยใครจะประกอบธุรกิจขายตรงจะต้องจดแจ้งต่อนายทะเบียนสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค ตามมาตรา 20 พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบขายตรง ปี พ.ศ.2545 ลักษณะของธุรกิจขายตรงจะต้องมีใบอนุญาต มีสินค้า แผนการจ่ายผลตอบแทน รายละเอียดที่มาที่ไปของสินค้าชัดเจน ลงทุนไม่มาก ได้ส่วนต่าง
แชร์ลูกโซ่ ไม่ได้เป็นธุรกิจ ไม่มีกฎหมายรองรับ เป็นการเพียงระดมทุน ซึ่งถือว่าไม่ต่างจากการเล่นการพนันชนิดหนึ่ง แต่สิ่งที่คล้ายกันระหว่างแชร์ลูกโซ่ กับ ขายตรง ก็คือ “การหาสมาชิก” แต่แชร์ลูกโซ่ จะใช้วิธีชักชวนให้คนนำเงินมาลงทุน ซึ่งเป้าหมายก็คือ “ได้เงิน” เช่น ลงทุน 100 บาท อีก 3 วัน ได้กำไร 30 บาท คือ ได้เงิน 130 บาทพร้อมทุน จากนั้น ก็จะต้องหาคนมาร่วมลงทุนเยอะๆ เพื่อที่จะได้ “ค่าแนะนำ” ซึ่งแบบนี้ กฎหมายไม่ให้ทำ หากใครจะทำ ก็จะผิดกฎหมาย พ.ร.ก.กู้ยืมเงินที่เป็นการโกงเงินประชาชน ซึ่งมีโทษหนัก จำคุก 5-10 ปี ปรับ 5 แสนถึง 1 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการปรับอีกวันละ 10,000 บาท
แต่…ปัญหาที่คนส่วนใหญ่มักไม่ทราบ ก็คือ การเจอกรณี “ขายตรง กลายพันธุ์”
ขายตรงแบบกลายพันธุ์ นั้น พ.ต.อ.ดร.นิติพัฒน์ อธิบายว่า คือ มีการจดทะเบียนขายตรง แต่…ไม่ได้ทำตามแผนที่ได้รับการอนุญาตจากนายทะเบียน อาทิ อาจจะมีสินค้า 1-2 อย่าง จากนั้นมีการขายแพ็กเกจตั้งราคาสูงๆ เช่น 30,000 หรือ 50,000 บาท หรือมีการใช้วิธีการแบบระดมทุนแบบแชร์ลูกโซ่มาใช้ การทำในลักษณะนี้ จะมีความผิดตามมาตรา 19 พ.ร.บ.ขายตรงฯ มีโทษจำคุก 5 ปี ปรับ 5 แสนบาท นอกจากนี้ ยังผิด พ.ร.ก.กู้ยืมเงินอีกด้วย
บางรายใช้วิธีการ จงใจทำผิด พ.ร.บ.ขายตรงฯ แบบเล็กๆ น้อยๆ หากมีการตรวจพบ มีโทษปรับไม่เกิน 3 แสนบาท ตามมาตรา 38 พ.ร.บ.ขายตรงฯ โดยไม่มีโทษจำคุก
ภัยร้ายแชร์ลูกโซ่ ตุ๋นเงิน กระทบระบบเศรษฐกิจ ภาครัฐมีหน้าที่จัดการ!
นายตำรวจดีกรีปริญญาเอก ที่มุ่งศึกษา กรณีแชร์ลูกโซ่ และการขายตรง บอกว่า ธุรกิจที่เป็นแชร์ลูกโซ่นั้น ส่วนใหญ่มักอ้างว่ามีการลงทุนเหมือนทองคำ หุ้น ถึงแม้จะมีการจ่ายเงินปันผลให้กับเราจริงแต่การกระทำดังกล่าวก็ยังถือเป็นความผิดอยู่ดี เนื่องจากเป็นการจ่ายดอกเบี้ยเกินกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ทั้งนี้ ที่มีการกำหนดแบบนี้ก็เพื่อต้องการให้ประชาชนนำเงินมาฝากธนาคาร หากคนนำเงินไปลงแบบนี้หมด ก็จะส่งผลกระทบต่อระบบธนาคาร
“การห้ามธุรกรรมในลักษณะแชร์ลูกโซ่นั้น เพราะว่า การกระทำจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ ผู้เสียหายก็จะคือ “ภาครัฐ” แม้ว่าจะไม่มีคนมาแจ้งความ แต่หากภาครัฐใส่ใจ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการเงินและหน่วยงานความมั่นคงก็สามารถดำเนินการเอาผิดกับบริษัทเหล่านั้นได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้เสียหายมาแจ้งความ แต่…ความจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ภาครัฐอาจจะมองว่าตัวเองมีภารกิจเยอะอยู่แล้ว จึงไม่ได้เอามาใส่ใจ ซ้ำร้ายกว่านั้น คือ เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ไม่มีองค์ความรู้ด้านนี้ พูดง่ายๆ หากเจ้าหน้าที่มีความรู้น้อยกว่าโจร แล้วจะจับโจรได้หรือไม่…?”

ดังนั้น นายตำรวจจาก ปอท. ที่มุ่งศึกษาระบบ “แชร์ลูกโซ่” จึงเดินสายบรรยายให้ความรู้ประชาชน รวมถึงให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ด้วย
ปัจจุบัน พบว่า ปัญหาการขายตรงในลักษณะแชร์ลูกโซ่ มีเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจแบบใด เรียกว่า ทุกสินค้า สามารถมาทำในลักษณะขายตรงกลายพันธุ์ ได้หมด มันขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของผู้ประกอบการแต่ละคน ว่าเขาจะมีมากน้อยเพียงไร
ยิ่งตอนนี้ทุกคนสามารถเข้าถึงโลกออนไลน์ กระบวนการหลอกลวงเหล่านี้ก็ยิ่งมีมากขึ้น ส่วนใหญ่จะอ้างว่า “ไม่ต้องทำอะไร อยู่บ้านเฉยๆ แล้วได้เงิน” ซึ่งเมื่อสมัครลงทุนเข้าไป ก็อาจจะได้เงินจริงใน 2-3 เดือนแรก แต่หลังจากนั้น ก็จะปิดบริษัท อ้างระบบล่ม โดนแฮกระบบบ้าง ต่างประเทศโกงเงินคนไทยบ้าง ซึ่งแท้ที่จริงแล้วก็คือการปิดระบบหนีไปเฉยๆ
สำหรับผู้เสียหายนั้น ก็มีอยู่ 2 ประเภท คือ 1. รู้กันอยู่แล้วว่าผิดกฎหมาย แต่ก็ลงทุน (หวังตักตวงให้ได้มากที่สุดก่อน) 2. กลุ่มที่ไม่รู้จริงๆ ถูกหลอก ชักชวน ก็คล้ายๆ กับคดี “ยูฟัน” จดทะเบียนขายตรง แต่ไม่ขายสินค้าแม้แต่ชิ้นเดียว ซึ่งคนที่ถูกหลอก ก็เป็นบุคคลทุกสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน พ่อค้า แม้แต่ทหาร ตำรวจ หรืออัยการ หากรู้ไม่เท่าทันก็มีสิทธิถูกหลอกทั้งหมด

แชร์แบบใหม่ เล่นกันผ่าน ไลน์ หรือ เฟซบุ๊ก รู้ไหม ผิดกฎหมาย
ที่ระบาดอยู่ตอนนี้ก็คือ อาจจะมีการตั้งกลุ่มไลน์ขึ้นมา มีสมาชิกหลายร้อยคน แล้วชวนกันเล่นแชร์…เรื่องนี้อันตรายมาก เมื่อวงที่เล่นใหญ่ขึ้น เงินที่เข้ามาก็เยอะ บางทีสูงมากถึง 20-100 ล้านบาทก็มี ซึ่งการเล่นแชร์ ตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ 2534 มาตรา มีข้อห้ามดังนี้ คือ
1. เป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ มีจำนวนแชร์รวมกันมากกว่า 3 วง
2. มีจำนวนสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวงมากกว่า 30 คน
3. มีกองทุนกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันทุกวงเป็นมูลค่ามากกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
4. นายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์นั้นได้รับประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่จะได้รับกองทุนกลางในการเข้าร่วมวงแชร์ในงวดหนึ่งงวดใดได้โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย
สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรา 6 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
แนะวิธีการเอาผิด ต้องเริ่มที่สถานีตำรวจในสถานที่โอนเงิน โอนตรงไหน แจ้งความพื้นที่นั้น!
“ปัญหาคือ บางครั้งตำรวจเองไม่รู้ว่าจะดำเนินคดีอย่างไร เพราะไม่มีความรู้ด้านนี้ หรือคนที่มีความรู้แต่กระบวนการตรวจสอบยาก เช่น ต้องใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยี ในการหาตัว ทำได้แค่ลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐาน ด้วยเหตุนี้ ผมจึงได้มีการเดินสายให้ความรู้ประชาชน บางครั้งยังต้องไปทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ด้วย ว่าเราจะต้องทำคดีให้ถึงที่สุด เอาผิดกับกลุ่มเหล่านี้ให้ได้ ไม่ใช่แค่ลงบันทึกประจำวัน ถ้าทำแบบนี้ก็ไม่สามารถเอาโทษใครได้”
ภาพรวมความเสียหาย คือ เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นทุกวัน เวลาเกิดเหตุ ประชาชนส่วนมากมักไม่ทราบว่าจะไปแจ้งความที่ไหน จะตามเอาผิดกับผู้กระทำผิดอย่างไร นอกจากนี้ ยังมีการปล่อยข้อมูลหลอกลวง ว่าไม่สามารถตามเอาผิดได้ด้วย ซึ่งแท้ที่จริง…ไม่ใช่!
การเอาผิด
1. เก็บรวบรวมหลักฐานที่มีทั้งหมด เช่น สลิปการโอนเงิน ภาพถ่ายการร่วมประชุม สัมมนา หรืออะไรก็ตามที่คิดว่าเป็นหลักฐาน
2. เข้าแจ้งความได้ทุก สน. หรือ สภ. ในสถานที่โอนเงินได้
3. เข้าแจ้งความที่ สน. หรือ สภ. ในพื้นที่ ชื่อบัญชีปลายทาง
4. พนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด และอาจจะส่งฟ้องตาม พ.ร.ก.กู้ยืมเงิน
พ.ต.อ.ดร.นิติพัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า…กฎหมายขายตรง เราใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 ซึ่งก็ถือว่านานแล้ว อยากให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการแสดงตัวตนในการประกอบธุรกิจ หรือทุนจดทะเบียนให้มากขึ้น หรือเป็นไปได้ ควรจะมีกองทุนสำหรับเยียวยาผู้เสียหายซึ่งให้บริษัทดังกล่าวทำประกันไว้ เพื่อนำเงินมาใช้เยียวยา
“สิ่งที่อยากจะแนะนำคือ อยากให้มีองค์กรอิสระ มาคอยกำกับดูแลธุรกิจขายตรง ลักษณะคล้ายๆ กับ คปภ. ที่มีการทำหน้าที่การดูแลการขายประกัน โดยต้องมีกฎหมายรองรับ สุดท้ายอยากให้ประชาชนมาใช้สิทธิในการแจ้งความตามตัวผู้กระทำความผิด เพราะหากเราไม่แจ้งความ เราก็จะไม่ได้เงินคืน แต่ถ้าเราแจ้ง เราอาจจะได้เงินคืนก็เป็นได้ ที่สำคัญเลยการจะลงทุนอะไร อย่าเอา “ความโลภ” เป็นที่ตั้ง แล้วเราจะไม่เป็นเหยื่อเหล่ามิจฉาชีพ”

- สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ