ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2559 15:29
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812156

บมจ.ปตท. ประเมินสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ เผย จากนี้ถึงสิ้นปีราคาน้ำมันอาจขยับขึ้นเล็กน้อย ตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีทิศทางเริ่มขยับขึ้น คาด ปีนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40 กว่าดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ ปี 60 ราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบ จะขยับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 50-55 ดอลลาร์/บาร์เรล …
เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.59 นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท. (PTT) กล่าวถึงสถานการณ์ของธุรกิจพลังงานในปีนี้และปีหน้าว่า ในเรื่องแรกความผันผวน จะพบว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเคยปรับขึ้นไปสูงกว่า 100 ดอลลาร์/บาร์เรล แต่ขณะเดียวกัน ก็เคยลงไปสู่ระดับต่ำสุดในต้นปีนี้มาแล้วที่ 26 ดอลลาร์/บาร์เรล และล่าสุดการประชุมของกลุ่มโอเปกที่มีข้อตกลงจะลดกำลังการผลิตน้ำมันลง ก็ได้ช่วยกระตุกราคาน้ำมันในตลาดโลกให้ปรับขึ้นมาได้ ขณะที่กลุ่มนอนโอเปก ก็ประกาศจะลดกำลังการผลิตลงเช่นกัน ซึ่งเมื่อรวมทั้ง 2 กลุ่มแล้ว ทำให้ลดกำลังการผลิตลงได้ถึง 1.7 ล้านบาร์เรล/วัน
“ที่ผ่านมาราคาน้ำมันลงไปเยอะ เพราะกำลังการผลิตเกินกว่าความต้องการ 2 ล้านบาร์เรล/วัน พอทยอยลดกำลังการผลิตลง ราคาน้ำมันก็เด้งขึ้นไปที่ 50 ดอลลาร์ ดังนั้นเราเห็นความผันผวนของราคาค่อนข้างมาก ต้นปีอยู่แค่ 20 กว่าดอลลาร์ แต่ปลายปีน่าจะอยู่ที่ 50 กว่าดอลลาร์ ซึ่งหวังว่าราคาน้ำมันในระดับ 50 กว่าดอลลาร์นี้ น่าจะรองรับการพัฒนาและความต้องการใช้ที่จะเติบโตควบคู่ไปด้วยกันอย่างสมดุล”
พร้อมระบุว่า ถ้าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ระดับนี้และรัฐบาลยังมีนโยบายที่ไม่เปลี่ยนแปลงทั้งในเรื่องของภาษี และกองทุนน้ำมันฯ ก็เชื่อว่าราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศก็จะยังอยู่ในระดับที่ไม่แตกต่างไปจากปัจจุบันมากนัก
เรื่องที่สองความไม่แน่นอน เป็นสิ่งที่ทุกธุรกิจกำลังเผชิญอยู่กับ Disruptive Technology หรือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลก ซึ่งส่งผลให้เกิดความยากลำบากต่อการวางแผนการดำเนินธุรกิจในอนาคต
เรื่องที่สามความซับซ้อน เป็นความซับซ้อนระหว่างการพัฒนากับการอนุรักษ์ ซึ่งทำให้เกิดความไม่แน่ใจในความต้องการที่แท้จริงว่าต้องการจะให้ธุรกิจไปสู่จุดใด ซึ่งกระทรวงพลังงานเห็นว่า ควรจะลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติลงและหันไปเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเข้ามาทดแทน แต่สิ่งเหล่านี้เดินหน้าไปได้ช้ามาก เนื่องจากความเห็นที่แตกต่างของสังคมว่าสิ่งไหนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจพลังงานและความเสี่ยงในการมีพลังงานใช้ในอนาคต
เรื่องที่สี่ ความคลุมเครือ โดยยกตัวอย่างเรื่องทรัพยากรปิโตรเลียมในประเทศไทยที่ใกล้จะหมดจากอ่าวไทย ซึ่งสัมปทานจะหมดอายุลงในอีก 6-7 ปีหน้านี้ ได้เกิดความคลุมเครือว่าจะควรจะให้สัมปทานภาคเอกชนทำต่อไป หรือรัฐบาลจะทำเอง ซึ่งยังเป็นประเด็นที่มีข้อถกเถียงกันอยู่ในสังคม โดยสิ่งที่ได้รับผลกระทบและเกิดขึ้นแล้ว คือ ผลกระทบต่อการผลิตในประเทศที่ลดน้อยลงจากการลงทุนที่หยุดชะงักจากความไม่แน่นอน ซึ่งอาจทำให้มีแนวโน้มที่จะต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศมากขึ้น
ทั้งนี้ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พยายามหาแนวทางในการรองรับความเสี่ยงดังกล่าวที่อาจจะเกิดขึ้น จึงได้ลงทุนในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานธุรกิจก๊าซธรรมชาติ เช่น การลงทุนวางท่อก๊าซเพิ่มเติม การลงทุนในคลังรับก๊าซธรรมชาติเหลวเข้ามาจากต่างประเทศเพิ่มเติม
พร้อมกันนี้ ยังประเมินสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศด้วย จากนี้จนถึงช่วงสิ้นปีราคาน้ำมันในประเทศอาจจะขยับขึ้นอีกเล็กน้อย ตามแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีทิศทางเริ่มขยับขึ้น โดยคาดว่า ในปีนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40 กว่าดอลลาร์/บาร์เรล ในขณะที่ ปี 60 ราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบจะขยับขึ้นไปอยูที่ระดับ 50-55 ดอลลาร์/บาร์เรล
“ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันได้ขึ้นไปเพื่อสะท้อนราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ขึ้นมาเยอะตั้งแต่ช่วงปลาย พ.ย.-กลาง ธ.ค. ซึ่งกลุ่มโอเปก และนอนโอเปก ได้ลดกำลังการผลิตลงไป 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน…ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกคงไม่สูงไปกว่านี้มากแล้ว เพราะสต็อกก็ยังมีอยู่ ถ้าจะขยับขึ้นคงไม่ขึ้นไปมากกว่านี้เท่าไรนัก” นายเทวินทร์ กล่าว.