ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2559 16:46
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812296

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ เฟดขึ้นดอกเบี้ยกระทบไทยไม่มาก เหตุไทยมีปัจจัยทาง ศก.แข็งแกร่ง เผย ส่งผลให้โอกาส กนง. หั่นดอกเบี้ยลดน้อยลง พร้อมระบุ มีความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1-2 ครั้งในปี 60 …
เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยแพร่เอกสารระบุ ผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) น่าจะอยู่ในกรอบที่ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ขณะที่ ทุนสำรองฯ และยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดก็อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ทั้งนี้ แม้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด อาจจะไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินนโยบายการเงินของไทยในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้า แต่ต้องยอมรับว่า วัฏจักรการคุมเข้มดอกเบี้ยของเฟดคงส่งผลให้โอกาสความเป็นไปได้ที่ กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไปลดน้อยลงไปมาก
ขณะที่ วัฏจักรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่มีความชัดเจนมากขึ้น อาจสร้างความผันผวนต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศในตลาดเกิดใหม่ อาจเผชิญกับข้อจำกัดในการใช้นโยบายการเงิน เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ภายใต้สถานการณ์ที่เฟดคงทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงหลายเดือนข้างหน้า อาจส่งผลให้ประเทศที่มีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างเปราะบาง มีโอกาสเผชิญกับผลกระทบจากภาวะเงินทุนไหลออก (ค่าเงินอ่อน เงินเฟ้อสูงขึ้น และมีพื้นที่ผ่อนคลายนโยบายการเงินเหลืออีกไม่มาก) ซึ่งประเทศในภูมิภาคเอเชียที่มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบ คงได้แก่ ประเทศมาเลเซีย เนื่องจากมีระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไม่สูงนักเมื่อเทียบกับภาระต่างประเทศ รวมทั้งมีระดับการถือครองพันธบัตรรัฐบาลโดยนักลงทุนต่างชาติที่ค่อนข้างสูง (ประมาณ 39%)
อย่างไรก็ตาม ประเมินในเบื้องต้นว่า เฟดน่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1-2 ครั้งในปีหน้า เนื่องจากโมเมนตัมการฟื้นตัวที่ค่อนข้างดีในระดับที่ใกล้ศักยภาพในระยะยาวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เฟดยังมีความจำเป็นต้องเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ให้กลับเข้าสู่ระดับที่เป็นปกติมากขึ้น (Policy Normalization) อย่างไรก็ดี กระบวนการเปลี่ยนผ่านนโยบายการเงินของเฟด คงเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีความเป็นไปได้ว่า เฟดอาจเว้นระยะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงต้นปี 2560 เพื่อรอประเมินผลตอบรับของตลาดจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในรอบ ธ.ค.นี้ ตลอดจนรอดูแนวทางที่ชัดเจนของมาตรการทางการคลังภายใต้รัฐบาลของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าจะส่งผลบวกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2560 เพิ่มเติมจากระดับ 2.1% ที่เฟดคาดการณ์ไว้ มากน้อยเพียงใด
นอกจากนี้ ตัวแปรเศรษฐกิจโลก อาทิ ปัจจัยทางการเมืองในยุโรป การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และแนวนโยบายการค้าของทรัมป์กับประเทศอื่นๆ ก็อาจมีผลทางอ้อมต่อการเลือกจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในปีหน้าด้วยเช่นกัน
พร้อมระบุ ตลาดการเงินในหลายๆ ส่วนน่าจะมีกรอบการเคลื่อนไหวที่ผันผวนไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากนักลงทุนอาจต้องการเวลาในการซึมซับมุมมองอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และประเมินจังหวะที่ชัดเจนของการขึ้นดอกเบี้ยเฟดในอนาคต.

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ เฟดขึ้นดอกเบี้ยกระทบไทยไม่มาก เหตุไทยมีปัจจัยทาง ศก.แข็งแกร่ง เผย ส่งผลให้โอกาส กนง. หั่นดอกเบี้ยลดน้อยลง พร้อมระบุ มีความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1-2 ครั้งในปี 60 …
เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยแพร่เอกสารระบุ ผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) น่าจะอยู่ในกรอบที่ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ขณะที่ ทุนสำรองฯ และยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดก็อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ทั้งนี้ แม้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด อาจจะไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินนโยบายการเงินของไทยในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้า แต่ต้องยอมรับว่า วัฏจักรการคุมเข้มดอกเบี้ยของเฟดคงส่งผลให้โอกาสความเป็นไปได้ที่ กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไปลดน้อยลงไปมาก
ขณะที่ วัฏจักรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่มีความชัดเจนมากขึ้น อาจสร้างความผันผวนต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศในตลาดเกิดใหม่ อาจเผชิญกับข้อจำกัดในการใช้นโยบายการเงิน เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ภายใต้สถานการณ์ที่เฟดคงทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงหลายเดือนข้างหน้า อาจส่งผลให้ประเทศที่มีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างเปราะบาง มีโอกาสเผชิญกับผลกระทบจากภาวะเงินทุนไหลออก (ค่าเงินอ่อน เงินเฟ้อสูงขึ้น และมีพื้นที่ผ่อนคลายนโยบายการเงินเหลืออีกไม่มาก) ซึ่งประเทศในภูมิภาคเอเชียที่มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบ คงได้แก่ ประเทศมาเลเซีย เนื่องจากมีระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไม่สูงนักเมื่อเทียบกับภาระต่างประเทศ รวมทั้งมีระดับการถือครองพันธบัตรรัฐบาลโดยนักลงทุนต่างชาติที่ค่อนข้างสูง (ประมาณ 39%)
อย่างไรก็ตาม ประเมินในเบื้องต้นว่า เฟดน่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1-2 ครั้งในปีหน้า เนื่องจากโมเมนตัมการฟื้นตัวที่ค่อนข้างดีในระดับที่ใกล้ศักยภาพในระยะยาวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เฟดยังมีความจำเป็นต้องเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ให้กลับเข้าสู่ระดับที่เป็นปกติมากขึ้น (Policy Normalization) อย่างไรก็ดี กระบวนการเปลี่ยนผ่านนโยบายการเงินของเฟด คงเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีความเป็นไปได้ว่า เฟดอาจเว้นระยะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงต้นปี 2560 เพื่อรอประเมินผลตอบรับของตลาดจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในรอบ ธ.ค.นี้ ตลอดจนรอดูแนวทางที่ชัดเจนของมาตรการทางการคลังภายใต้รัฐบาลของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าจะส่งผลบวกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2560 เพิ่มเติมจากระดับ 2.1% ที่เฟดคาดการณ์ไว้ มากน้อยเพียงใด
นอกจากนี้ ตัวแปรเศรษฐกิจโลก อาทิ ปัจจัยทางการเมืองในยุโรป การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และแนวนโยบายการค้าของทรัมป์กับประเทศอื่นๆ ก็อาจมีผลทางอ้อมต่อการเลือกจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในปีหน้าด้วยเช่นกัน
พร้อมระบุ ตลาดการเงินในหลายๆ ส่วนน่าจะมีกรอบการเคลื่อนไหวที่ผันผวนไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากนักลงทุนอาจต้องการเวลาในการซึมซับมุมมองอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และประเมินจังหวะที่ชัดเจนของการขึ้นดอกเบี้ยเฟดในอนาคต.