โปรแรงส่งท้ายปี! เปิดทุกข้อสงสัย คุณได้อะไรจาก ‘ช็อปช่วยชาติ 15,000 บาท’?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/814166

 

รัฐบาลจัดโปรโมชั่นร้อนแรงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีระกา ด้วยมาตรการ “ช็อปช่วยชาติ 15,000 บาท” เอาใจสายช็อป สายกิน สายเบิร์นเงินทั้งหลาย แต่เดี๋ยวก่อน เห็นชื่อมาตรการแบบนี้ อย่าเพิ่งดี๊ด๊าหน้าบาน ลองพินิจพิจารณาสักนิดว่า “ช็อปช่วยชาติ 15,000 บาท” เขาช่วยชาติ ช่วยคุณ หรือช่วยใคร แล้วช่วยได้จริงไหม คุณลองอ่านดู!

‘เจ๊ดำ’ แห่งทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จัดเซต 5 ข้อ “ช็อปช่วยชาติ 15,000 บาท” ฉบับอ่านง่าย ได้ประโยชน์มาฝาก…อ่านจบแล้ว ลองตอบคำถามเจ๊ซิ คุณได้อะไร ชาติได้อะไร?


คุณได้อะไร ชาติได้อะไร?
1. เช็กก่อนคุณขา…คุณได้ประโยชน์จากช็อปช่วยชาติหรือไม่?

– ผู้ซื้อสินค้าและบริการเป็นบุคคลธรรมดา ไม่รวมคณะบุคคล
– ยกเว้นภาษีให้สำหรับผู้ที่ซื้อสินค้าและค่าบริการ ตามจำนวนจ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท
– ต้องซื้อสินค้า และชำระราคาค่าสินค้าระหว่างวันที่ 14 – 31 ธันวาคม 2559
–  ต้องเป็นร้านค้าที่ออกใบกำกับภาษีให้ได้ เช่น ห้างสรรพสินค้า, ร้านค้าทั่วไป (คุณต้องสอบถามเจ้าของร้านเขาก่อนว่า สามารถออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบให้ได้หรือไม่)
– หากคุณเป็นคนที่ไม่มีรายได้ หรือไม่ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทุกปี คุณไม่จำเป็นต้องไปซื้อสินค้าเพื่อไปลดหย่อนภาษีตามโครงการนี้ เพราะคุณได้รับการยกเว้น
– หลักฐานที่ใช้ คือ ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป (ใบกำกับภาษีที่มีข้อความระบุชื่อ ที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ)
– เป็นการซื้อสินค้าหรือบริการเพื่อใช้ในประเทศเท่านั้น
– การซื้อสินค้าหรือค่าบริการในแต่ละครั้ง หากมีมูลค่าไม่ถึง 15,000 บาท สามารถนำการซื้อหลายครั้งมารวมกันได้ แต่ใช้สิทธิได้ไม่เกิน 15,000 บาท
– สินค้าทุกประเภท ยกเว้นสุรา เบียร์ ไวน์ ยาสูบ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ น้ำมัน และก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ รวมทั้งค่าบริการที่จ่ายเป็นค่าสำหรับค่าไกด์นำเที่ยว ค่าที่พักที่จ่ายให้กับผู้ประกอบการโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม


2. อู้หู! ช็อปช่วยชาติ 15,000 บาท เลยเหรอ?

อย่าเพิ่งตกอกตกใจ หรือคิดว่าตัวเองจะได้เงินหมื่น ใจเย็นๆ ทำความเข้าใจกันก่อน โอเค! เจ๊ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ โดยพิจารณาจากตารางด้านล่างประกอบกันนะคะคุณขา เริ่ม! หากแดงเป็นคนชั้นกลาง ที่มีรายได้ 20,000 บาทต่อเดือน (ยกเว้นภาษีสูงสุด 5%) แดงตัดสินใจไปซื้อสินค้าเพื่อเข้าโครงการช็อปช่วยชาติ จนมีราคาครบ 15,000 บาท เพราะฉะนั้น แดงจะได้รับเงินภาษีคืนจากมาตรการดังกล่าวเพียง 750 บาท

ในขณะที่ เขียวเป็นคนชั้นสูงที่มีรายได้ 4 ล้านบาทต่อเดือน (ยกเว้นภาษีสูงสุด 35%) เขียวตัดสินใจไปซื้อสินค้าเพื่อเข้าโครงการช็อปช่วยชาติ จนมีราคาครบ 15,000 บาทเหมือนกันกับแดง เพราะฉะนั้น เขียวจะได้รับเงินภาษีคืนจากมาตรการดังกล่าวสูงถึง 5,250 บาทกันเลยทีเดียว

ลองคิดเล่นๆ ดูซิคุณขา คุณว่า คนกลุ่มไหน คนฐานะแบบใดได้ประโยชน์?



ลองคิดเล่นๆ ดูซิคุณขา คุณว่า คนกลุ่มไหน คนฐานะแบบใดได้ประโยชน์?
3. รัฐบาล หวังอะไรใน “ช็อปช่วยชาติ”?

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวกับสื่อมวลชนไว้ว่า เมื่อปีที่แล้ว มีคนใช้ประมาณ 1 ล้านคน เม็ดเงินลดภาษีประมาณ 1,200 ล้านบาท มียอดขายเกือบหมื่นล้านบาท เนื่องจากปีที่แล้วมีเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ส่วนปีนี้คาดว่าจะมีคนใช้ 2 ล้านคน เม็ดเงินประมาณ 2 หมื่นล้านบาท โดยช่วยประชาชนในช่วงปลายปีให้เกิดความคึกคัก และถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกด้านหนึ่ง

ขณะที่ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า มาตรการช็อปช่วยชาติจะส่งเสริมให้บรรยากาศในการจับจ่ายซื้อสินค้ามากขึ้น และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการซื้อของขวัญ ที่พบว่านักท่องเที่ยวมีสัดส่วนการซื้อของขวัญมากถึงร้อยละ 25-30 ซึ่งถือเป็นการทำให้เกิดบรรยากาศในการกระตุ้นการซื้อมากขึ้น


รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา คาดการณ์ว่า มาตรการช็อปช่วยชาติจะส่งเสริมให้บรรยากาศในการจับจ่ายซื้อสินค้ามากขึ้น
4. ช็อปช่วยชาติ…เอ๊ะ ช่วยชาติอย่างไร?

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงแง่มุมต่างๆ ของมาตรการ “ช็อปช่วยชาติ 15,000 บาท” ผ่านเจ๊ดำว่า โดยส่วนตัวแล้วนั้น ตนมองว่า มาตรการดังกล่าว ช่วยภาคธุรกิจมากกว่า แต่ถ้าถามว่าช่วยชาติหรือไม่นั้น คงจะตอบได้ว่า “ไม่ชัด”

นักวิชาการทีดีอาร์ไอ แสดงทรรศนะต่ออีกว่า กรณีที่หลายคนอาจมองว่า ช็อปช่วยชาติ จะส่งผลดีต่อการผลิตและการจ้างงานนั้น ผมมองว่าไม่น่าจะใช่ เพราะ 1. สินค้าที่ภาคธุรกิจนำออกมาขาย คือ สินค้าในสต๊อก ดังนั้น ภาคธุรกิจจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องผลิต หรือลงทุนอะไรใหม่ๆ หรือถ้าจำเป็นต้องลงทุน ก็อาจจะต้องมีลงทุนบ้างบางส่วน แต่จะไม่เยอะเท่าที่ควร และ 2. เมื่อภาคธุรกิจไม่มีการลงทุน หรือไม่จำเป็นต้องผลิตสินค้าใหม่ เพราะฉะนั้น การจ้างงานก็จะไม่เกิดขึ้น และคนกลุ่มแรงงานก็จะไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้

ดร.นณริฏ กล่าวอย่างแช่มช้าว่า “แม้ว่า ระยะเวลา 18 วันที่มาตรการกำลังดำเนินอยู่จะไปทำให้เม็ดเงินสะพัดสูงขึ้น จนทำให้ภาครัฐรู้สึกว่ามาตรการที่ฉันทำนั้น ประสบผลสำเร็จ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ มาตรการช็อปช่วยชาติไม่ได้ช่วยให้เงินสะพัดมากเท่าใดนัก”


นักวิชาการมองว่าช็อปช่วยชาติไม่ได้ช่วยให้เงินสะพัดมากเท่าใดนัก

ดร.นณริฏ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ อธิบายต่อจากข้อคิดเห็นข้างต้นว่า “เพราะในช่วงก่อนหน้านี้ หรือในช่วงเดือนพฤศจิกายน ประชาชนเลือกที่จะชะลอการใช้จ่ายออกไปก่อน หรือบางคนก็จะเอาเงินอนาคตของเดือนมกราคม หรือกุมภาพันธ์มาใช้ก่อน เพราะพวกเขาเริ่มรู้และจับทางได้แล้วว่า ในช่วงปลายปีรัฐบาลจะออกมาตรการประเภทนี้ขึ้นมา ดังนั้น เขาก็จะตุนเงินในช่วงอื่นๆ เพื่อมาใช้ระหว่าง 18 วันนี้ ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าว เป็นเงินจำนวนเดิมที่จะต้องนำออกมาใช้อยู่แล้ว แต่แค่ถูกโยกมาใช้ในช่วงนี้

ดร.นณริฏ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ กล่าวเพิ่มเติมถึงมาตรการดังกล่าวอีกว่า ปัจจุบัน คนไทยประสบปัญหาผิดนัดชำระหนี้และมีการก่อหนี้กันอยู่แล้ว โดยในช่วงที่ผ่านมา ตัวเลขการผิดชำระหนี้ของปี 2559 ขยับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่มาตรการดังกล่าว กลับผลักให้ชนชั้นกลาง และชนชั้นสูงเกิดการใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งการกระทำเช่นนี้ มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้อย่างมาก


นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ มองว่า มาตรการดังกล่าว กลับผลักให้ชนชั้นกลาง และชนชั้นสูงเกิดการใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งการกระทำเช่นนี้ มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้

ดร.นณริฏ ได้ยกตัวอย่างประเทศที่มีการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยประโยชน์จากภาษีว่า ในประเทศญี่ปุ่นมีมาตรการชะลอการขึ้นภาษี เพื่อแก้ปัญหาสภาวะเศรษฐกิจซบเซา และมุ่งหวังให้ประชาชนออกมาจับจ่ายมากขึ้น แต่มาตรการดังกล่าวกลับไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเงินไปกองอยู่ภาคธุรกิจ แต่ภาคธุรกิจก็ไม่มีการลงทุนเพิ่มเติมใดๆ

“ส่วนข้อดีของมาตรการช็อปช่วยชาติก็คือ ประชาชนแฮปปี้ และเม็ดเงินเกิดการไหลเวียน” ดร.นณริฏ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ แสดงความเห็นไว้เช่นนี้

“ทุกครั้งที่มีมาตรการเช่นนี้กำเนิดเกิดขึ้น พวกเราอย่าเพิ่งดีใจจนเกินควร เพราะ 1. พิจารณาเสียก่อนว่า เราอยู่ในเกณฑ์ที่จะได้ประโยชน์หรือไม่ 2. พวกคุณมั่นใจหรือยังว่า การจับจ่ายใช้สอยครั้งนี้ มันถูกที่ถูกเวลา ลองถามตัวเองดูซิว่า สถานะทางการเงินของตัวเองเป็นอย่างไร มั่นใจแล้วหรือที่จะตัดสินใจซื้อ ในอนาคตคุณจะเดือดร้อนไหม และ 3. คุณควรน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิต แต่ถ้าท่านพิจารณาแล้วว่า สิ่งๆ นั้น เหมาะและเป็นประโยชน์ต่อท่านจริงๆ ก็ถือว่าครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีที่ท่านจะใช้เงิน” ดร.นณริฏ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ ทิ้งท้าย

5. ช็อปช่วยชาติ = ประชานิยม = ทำร้ายคุณทางอ้อม?

รศ.ดร.ศาสตรา สุดสวาสดิ์ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า กล่าวไปในทิศทางเดียวกันกับ ดร.นณริฏ นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ โดยเพิ่มเติมข้อคิดเห็นอื่นๆ เกี่ยวกับช็อปช่วยชาติอีกว่า มาตรการกระตุ้น การกระตุ้นกำลังซื้อและเศรษฐกิจในลักษณะแบบนี้ ถูกรัฐบาลเข็นออกมาใช้ค่อนข้างถี่ จนหลายคนมองว่า มาตรการดังกล่าว เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น หรือเป็นนโยบายที่มีลักษณะกึ่งๆ ประชานิยม

โดย รศ.ดร.ศาสตรา กล่าวถึงทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ในแง่ของพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนผ่านเจ๊ดำเอาไว้ว่า พฤติกรรมการบริโภคของมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงได้ก็ต่อเมื่อ มนุษย์มีรายรับที่ถาวร ยกตัวอย่างเช่น นายแดงมีรายรับจากเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นถาวร นายแดงก็จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค หรือออกไปจับจ่ายสินค้ามากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ถ้านายแดง มีรายรับเพิ่มขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว พฤติกรรมการบริโภคของนายแดงก็จะไม่เปลี่ยนแปลงเท่าใดนัก


ต้นทุนของนโยบายมาจากภาษีของประชาชน

“ผมอยากให้ทุกคนตระหนักว่า นโยบายทุกนโยบายของประเทศชาติมีต้นทุน ซึ่งต้นทุนที่เราว่านี้ก็คือ ภาษีของประชาชน ดังนั้น คำถามที่ตามมาคือ รัฐจัดเก็บภาษีอากรของประชาชนไปใช้จ่ายในกิจการของรัฐที่เป็นประโยชน์และมีความจำเป็นที่สุดแล้วหรือไม่ เพราะเมื่อใดก็ตามที่มีการออกนโยบายใดนโยบายหนึ่งออกไป สิ่งที่จะตามมา คือ งบประมาณของรัฐบาลที่ควรนำไปใช้กับโครงการอันเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลจะถูกจำกัดลง และงบประมาณที่จะเอาไปช่วยแก้ปัญหาคนจน ก็จะต้องจำกัดลงตามไปด้วย” รศ.ดร.ศาสตรา จากนิด้า วิเคราะห์ภาพใหญ่

“โครงการบางโครงการได้เกิด แต่อีกโครงการที่เป็นประโยชน์และมีความจำเป็นจริงๆ กลับไม่ได้เกิด ซึ่งอันที่จริงแล้ว สิ่งที่ผมกังวลมากก็คือ กระบวนการออกมาตรการเหล่านี้ ยังไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าใดนัก เพราะออกโดยมติครม. โดยไม่ผ่านการพิจารณาจากฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งๆ ที่โดยปกติแล้ว การออกงบประมาณต่างๆ จะต้องผ่านสภา และมีการตรวจสอบจากภาคประชาชน” รศ.ดร.ศาสตรา แสดงความกังวล


นักวิชาการกังวล กระบวนการออกมาตรการเหล่านี้ ยังไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าใดนัก

“อีกหนึ่งเรื่องที่ผมกังวลเช่นกัน คือ นโยบายเหล่านี้ จะทำให้พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคเสียหาย และไร้วินัย ยกตัวอย่างเช่น เมื่อลูกต้องการซื้อสินค้า 1 ชิ้น แต่ว่าลูกมีเงินไม่พอ แม่จึงบอกว่า เดี๋ยวแม่จะช่วยออกเงินส่วนหนึ่งเพื่อซื้อสินค้าให้ลูกด้วยนะ ซึ่งการกระทำของแม่เช่นนี้ จะเป็นการสร้างนิสัยใช้เงินฟุ่มเฟือยให้แก่ลูกโดยไม่รู้ตัว” รศ.ดร.ศาสตรา สุดสวาสดิ์ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ

รศ.ดร.ศาสตรา ขยายความต่ออีกว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนของประเทศไทยอยู่ในระดับที่สูงอยู่แล้ว แต่รัฐบาลกลับผลักดันให้ประชาชนออกไปใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น ทั้งๆ ที่ภาครัฐควรจำกัดการบริโภคของประชาชน หรือจำกัดปัจจัยต่างๆ ที่จะไปกระตุ้นให้ประชาชนมีภาระหนี้เพิ่มมากขึ้น

“สุดท้าย อย่าคิดว่าเงินนี้ คือ เงินที่คุณได้มาฟรีๆ แล้วคุณต้องรีบออกไปใช้ เพราะถ้าคุณใช้จ่ายเกินตัว คุณก็จะไม่มีเงินไปจ่ายหนี้ เพราะเงินที่ต้องจ่ายหนี้ คือ เงินเรา ส่วนเงินที่รัฐอุดหนุนให้เรานั้น มีเพียงเล็กน้อย” รศ.ดร.ศาสตรา กล่าวทิ้งท้าย


Leave a comment