ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ธ.ค. 2559 06:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817406

สำหรับผลงานของตลาดหลักทรัพย์ในปี 59 ถือว่าน่าพอใจแม้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอก แต่พื้นฐานประเทศที่แข็งแกร่ง และศักยภาพของบริษัทจดทะเบียนไทยที่ปรับตัวรับสถานการณ์ได้ดี ทำให้ตลาดหลัก-ทรัพย์ยังเติบโตได้ดีและโดดเด่นเมื่อเทียบกับภูมิภาค โดยดัชนีหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นจากสิ้นปี 58 มาอยู่ที่ 1,519.65 จุด สร้างผลตอบแทนเติบโตถึง 17.98%
ขณะที่มีสภาพคล่องในการซื้อขายสูงเป็นอันดับหนึ่งในอาเซียน ติดต่อกันเป็นปีที่ 5 โดยมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยสูงถึง 53,208 ล้านบาทต่อวัน ขณะทีมีมูลค่าหลักทรัพย์ (มาร์เกตแคป) เพิ่มขึ้นราว 434,000 ล้านบาท มาจากบริษัทจดทะเบียนเข้าใหม่ (IPO) ราว 155,605 ล้านบาท และบริษัทจดทะเบียนที่ระดมทุนเพิ่ม 279,344 ล้านบาท
ด้านฐานผู้ลงทุนก็ขยายตัวต่อเนื่องโดยปัจจุบันมีสัดส่วนผู้ลงทุนสถาบัน 53% ส่วนผู้ลงทุนบุคคล 47% ด้านคุณภาพบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย ก็ มีความโดดเด่นเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดย บจ.ไทยถูกเลือกเข้าคำนวณดัชนีดาวโจนส์ DJSI 14 แห่ง มากที่สุดในอาเซียน ขณะที่จำนวน “หุ้นยั่งยืน” ในรายชื่อ Thailand Sustainability Investment เพิ่มขึ้นเป็น 55 บริษัท จาก 51 บริษัทในปีแรก นอกจากนี้ คะแนน ASEAN CG Scorecard ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความมีบรรษัทภิบาลที่ดีเพิ่มจาก 84 เป็น 87 คะแนน และ บจ.ไทยยังได้เข้าคำนวณในดัชนี MSCI 34 บริษัท ด้านโครงสร้างพื้นฐานได้มีการยกระดับประสิทธิภาพระบบงานให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ยังแสดงศักยภาพในระดับสากล เพื่อความน่าสนใจมากขึ้นในเวทีโลกมากมาย และยังเตรียมจัดการประชุม WFE General Assembly and Annual Meeting 2017 ระหว่างวันที่ 6-8 ก.ย.60 เพื่อหารือความร่วมมือและพัฒนาการที่สำคัญของตลาดทุนโลก และล่าสุดได้รับเลือกเป็นกรรมการสหพันธ์ตลาดหลักทรัพย์นานาชาติ (WFE) เป็นครั้งแรก ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างตลาดหลักทรัพย์อาเซียนและตลาดหลักทรัพย์สมาชิกทั่วโลกเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล เรื่องการพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ในประเทศเกิดใหม่
ด้านนายประพันธ์ เจริญประวัติ กรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ เปิดเผยว่า จากการสำรวจพบว่าผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง มีเป้าหมายที่จะนำธุรกิจเข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากคนรุ่นใหม่มองว่าการที่บริษัทจะเติบโตได้ต้องนำเข้าตลาดทุน ส่วนหนึ่งต้องการเงินทุนเพิ่ม และเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้ธุรกิจ โดยปี 60 คาดว่าจะมีบริษัทเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ 15 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจครอบครัวและธุรกิจของคนรุ่นใหม่ ส่วนความคืบหน้าการนำธุรกิจสตาร์ตอัพเข้ามาระดมทุนในรูปแบบการซื้อขายใหม่ของตลาดหลักทรัพย์นั้น ปัจจุบันมีสตาร์ตอัพแห่งหนึ่งที่มีมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สนใจจะเข้ามาระดมทุน ซึ่งช่วงกลางปีหน้า ตลาดหลักทรัพย์จะจัดการอบรมให้ธุรกิจสตาร์ต อัพและเอสเอ็มอีมีความรู้ด้านการเงินและพร้อมที่จะเข้ามาระดมทุน.