ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ธ.ค. 2559 19:25
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817101

ทั้งนี้ จากข้อมูลจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยและทริสเรตติ้งระบุว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2559 มีหุ้นกู้ที่ออกโดยผู้ออกตราสารที่ไม่ได้รับการจัดอันดับเครดิตวงเงิน 19,795 ล้านบาท เกือบเท่ากับยอดที่ออกทั้งปีของปี 2558 และคิดเป็น 5.76% ของการออกหุ้นกู้ทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 4.61% ในปี 2558 และ 2% ในช่วง 2 ปีก่อน ยังไม่นับตัวเลขการออกตั๋วแลกเงิน (บีอี) ระยะสั้นอีกจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งที่ขึ้นทะเบียนและไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย
อย่างไรก็ตาม แม้ตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับเครดิตจะให้ผลตอบแทนสูง แต่ก็มักจะมีสภาพคล่องต่ำและก็แลกกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นจากการผิดนัดชำระหนี้ โดยความเสี่ยงดังกล่าวเกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุ คือ 1. ความสามารถในการชำระหนี้ (Ability to Pay) ซึ่งผู้ลงทุนต้องวิเคราะห์งบการเงินและทำการคาดหมายกระแสเงินสดล่วงหน้า และ 2. ความเต็มใจในการชำระหนี้ (Willingness to Pay) ซึ่งต้องเกิดจากการวิเคราะห์ตัวผู้บริหาร การลงทุนในตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับเครดิตจึงเหมาะกับนักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนรายใหญ่ที่มีเวลาและมีความรู้ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน
นายวิน กล่าวอีกว่า ความน่าเป็นห่วงคือ นักลงทุนบุคคลจำนวนมากไม่มีเวลาในการวิเคราะห์งบการเงินหรือตัวผู้บริหาร และมักทุ่มเงินลงทุนในตั๋วแลกเงินหรือหุ้นกู้เพียง 1-2 ใบโดยไม่ได้กระจายความเสี่ยง หากเกิดเหตุผิดนัดชำระหนี้ก็จะทำให้มีความเสียหายได้ โดยล่าสุด มีกรณีผิดนัดชำระหนี้ตั๋วแลกเงินระยะสั้นของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กแห่งหนึ่ง จึงแนะนำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น
ทั้งนี้ หากต้องการลงทุนด้วยความสบายใจ แนะนำให้เลือกลงทุนในตราสารหนี้ ผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนเปิด หรือกองทุนประเภท Term Fund ที่เน้นลงทุนในตราสารที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตตั้งแต่ BBB ขึ้นไป (หรือลงทุนในตราสาร BBB เป็นส่วนใหญ่) ซึ่งมีผู้จัดการกองทุนที่ควรจะต้องทำหน้าที่วิเคราะห์งบการเงินและคัดกรองตราสารหนี้ รวมทั้งติดตามผลประกอบการของบริษัทผู้ออกตราสารอย่างใกล้ชิด ทั้งยังช่วยให้ผู้ลงทุนได้กระจายความเสี่ยง โดยใช้เงินลงทุนจำนวนน้อย แต่ได้ลงทุนในตราสารหลากหลายมากขึ้น