ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ธ.ค. 2559 06:45
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/816146


อุตตม
นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จะมุ่งเน้นภาพรวมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงไทยแลนด์ 4.0 ให้เป็นรูปธรรมทั้งในส่วนของอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S Curve) และ ต่อยอดเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมเดิม (S Curve) ซึ่งจะให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และจะเชื่อมโยงการทำงานกับกระทรวงอื่นๆ โดยต้องดูแลไปถึงเทคโนโลยีการผลิต การเตรียมคนให้มีทักษะความรู้ และสอดคล้องกับความต้องการในการผลิต รวมถึงจะร่วมกับกระทรวงอื่นๆขับเคลื่อนพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ให้เป็นรูปธรรม
สำหรับธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ต้องขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมเช่นกันคือ ให้มีองค์ความรู้ ทักษะในกระบวนการสมัยใหม่ และหาทางเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการสมัยใหม่ และเชื่อมโยงระบบดิจิทัล นอกจากนี้ได้หารือกับปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารกระทรวงแล้วเมื่อ 2 วันที่ผ่านมาคือ การปรับโครงสร้างและภารกิจของหน่วยงานภายในกระทรวงให้เน้นการส่งเสริม และสนับสนุนผู้ประกอบการตามแนวยุทธศาสตร์ใหม่ ซึ่งกระบวนการได้เริ่มแล้ว และตั้งเป้าหมายว่าภายในไตรมาส 2 ปี 60 การทำงานจะเข้าที่เข้าทาง

ส่วนนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดีอี กล่าวว่า ไทยอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญและมีเจตนาชัดเจนที่จะยกระดับประเทศ ซึ่งคีย์เวิร์ดที่ว่า ไทยแลนด์ 4.0, ดิจิทัล ไทยแลนด์ หรือสตาร์ตอัพ ไทยแลนด์ เป็นตัวอย่างที่จะทำให้เห็นรูปธรรม ไม่ใช่มีเฉพาะแต่ในแผนเท่านั้น และจากการที่ทำงานในกระทรวงวิทยาศาสตร์มา 6-8 เดือน ระบบสตาร์ตอัพของไทยก้าวหน้าไปมากในระยะเวลาสั้นเมื่อเทียบประเทศอื่น และหลายประเทศจ้องเราอยู่ว่ามีคุณภาพ ฉะนั้นโอกาสของการพัฒนาจึงมีสูงมาก หากสามารถเอาทั้งพลังใจและพลังกายของคนทำงานมาร่วมกันจะง่ายกว่าที่คิดมาก อีกอย่างการสร้างการรับรู้ให้กับสังคมถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้สังคมเข้ามามีส่วนร่วม
“สิ่งที่จะทำที่กระทรวงใหม่อยากให้มองว่าเป็นโอกาสบูรณาการข้ามกระทรวง แม้ผมย้ายไปกระทรวงดีอี แต่ไปแล้วไม่ไปลับ จะยังกลับมาร่วมมือกับเพื่อนที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เป็นพลังธรรมชาติ เพราะรู้ว่าเขาทำอะไรอยู่และจะเอาดิจิทัลกับวิทยาศาสตร์ เชื่อมโยงไปภาคอุตสาหกรรมจะสร้างนวัตกรรม วางระบบดิจิทัล และเป็นไทยแลนด์ 4.0 ที่เป็นรูปธรรม เป็นนวัตกรรมทางการผลิต ทางสังคมที่จะทุ่มเทให้เยาวชนมีความสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น”

ขณะนายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม อีกหนึ่งรัฐมนตรีหน้าใหม่ ที่ใช้คำพูดว่า “รู้ตัวล่วงหน้าเดี๋ยวเดียวว่าจะได้ร่วมรัฐบาล” กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมเกี่ยวเนื่องกัน 2 เรื่องใหญ่ๆ ระยะสั้นเป็นเรื่องการลงทุน เป็นผลกระทบจากเศรษฐกิจมหภาคในแง่การพลิกฟื้น การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น เม็ดเงินที่ลงทุนมีจำนวนมาก และเป็นเครื่องยนต์ที่จะพลิกฟื้นระบบเศรษฐกิจ ขณะที่ในระยะยาวผลกระทบจากการลงทุนตรงนี้มีผลกระทบระยะยาว เพราะเป็นการลงทุนในโลจิสติกส์ของประเทศมีส่วนสำคัญในการดึงเอาประเทศเข้าสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เป็นการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ทำให้ต้นทุนขนส่งสินค้าในประเทศลดลง และทำให้เกิดการเชื่อมโยงของตลาดเศรษฐกิจในภูมิภาค ซึ่งจะทำให้การค้าการขายการลงทุน ทำได้โดยไม่จำกัดอยู่เฉพาะในประเทศ ส่งผลให้การเติบโตของระบบเศรษฐกิจในระยะยาวมีความยั่งยืน ซึ่งเป็นภาพใหญ่ๆที่คุยกันไว้ และต้องผลักดันให้เป็นรูปธรรม
ส่วนเรื่องการพัฒนาอีอีซี เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยไทยกำลังขายโลจิสติกส์และความสะดวกสบายในการผลิตสินค้า ซึ่งอีอีซีจะเป็นกุญแจสำคัญอันหนึ่งที่จะทำให้ภาพของไทยที่จะขึ้นสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วเกิดขึ้นได้จริง และจะรวมถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่นี้ด้วย
“เคยหารือกับรองฯสมคิด เบื้องต้นแล้ว ผมมาจากภาคตลาดทุน และแผนพัฒนาตลาดทุนน่าจะมีส่วนผลักดันการพัฒนาประเทศได้ ผมคิดว่าน่าจะใช้ประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะการระดมทุนเพื่อลงทุน ซึ่งคมนาคมเองมีโครงการโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก จำเป็นต้องใช้เงินทุนในรูปแบบต่างๆ การเชื่อมโยงกับระบบตลาดทุนจะทำให้ไม่มีข้อจำกัดของจำนวนเงินลงทุน เพราะตลาดทุนเชื่อมโยงกับทั่วโลก และเครื่องไม้เครื่องมือทางการเงินในปัจจุบันสามารถดูแลได้ ไม่ใช่เฉพาะด้านการลงทุน แต่รวมถึงการบริหารความเสี่ยงด้วย”

ด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ หนึ่งในรัฐมนตรีหน้าใหม่ กล่าวว่า รู้ตัวว่าได้ร่วม ครม.ตอนที่เขียนประวัติลงในใบสมัคร และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้นั่งตำแหน่งใด ทราบชัดเจนตอนที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งรัฐมนตรีแล้ว ขณะที่การทำงานคงต้องรอให้ รมว.พาณิชย์มอบหมายงานก่อน แต่ความตั้งใจในการทำงานครั้งนี้ คือ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยต้องส่งเสริมเอสเอ็มอี และโอทอป โดยใช้ความต้องการของตลาดเป็นหลัก เพราะช่วงที่เป็นที่ปรึกษา รมว.อุตสาหกรรม เป็นภารกิจหลักที่ได้รับมอบหมาย
อย่างไรก็ตาม จากการหารือกับนายสมคิด การขับเคลื่อนเอสเอ็มอีต้องทำอย่างครบวงจรและใช้การตลาดนำ ซึ่งแตกต่างจากที่ผ่านมา ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเป็นคลัสเตอร์ หรือเป็นประเภทอุตสาหกรรมต่างๆ แต่ขาดตัวชี้นำจากฝั่งตลาด การไปกระทรวงพาณิชย์ตั้งใจว่าจะนำเอาแนวคิดการใช้ตลาดเป็นตัวชี้นำมาเป็นหลักในการพัฒนา ไม่เช่นนั้นจะมัวพัฒนาสินค้าและบรรจุภัณฑ์ โดยที่ไม่ทราบเลยว่าความต้องการของตลาดที่แท้จริงคืออะไร
“ประเด็นต่อมา การจะไปสู่ธุรกิจเอสเอ็มอี 4.0 ซึ่งต้องขับเคลื่อนดิจิทัลทั้งระบบ สำคัญที่สุดจะต้องมีตลาดรองรับและปลายทางตลาดคือ ระบบของอี-คอมเมิร์ซ จึงเป็นจุดที่รองนายกฯเอาอาลีบาบาและหัวเหว่ยเข้ามา เพื่อให้รู้เท่าทัน เช่น รูปแบบการขายผ่าน AMAZON GOLD ที่ฮือฮา หรือที่ AMAZON มีการขนส่งสินค้าผ่านทางโดรนในกรุงลอนดอน สิ่งเหล่านี้คือมิติการค้าใหม่ หากยังคงใช้มิติเดิมๆ จะไม่สามารถแข่งขันได้เลย”.