ธุรกิจความงามแชมป์ 6 สมัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819362


ม.หอการค้าชี้อี-บุ๊กทำ “นิตยสาร” ครองดาวร่วงม.หอการค้าไทย เผย 10 อันดับธุรกิจเด่น-ร่วงปี 60 ธุรกิจบริการทางการแพทย์ และความงาม ครองแชมป์ติดต่อกันเป็นปีที่ 6 ส่วนเคาน์เตอร์เซอร์วิส ฟินเทค ออนไลน์แบงก์กิ้ง ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ออแกไนซ์ ซ่อมอิเล็กทรอนิกส์มาแรง ตามกระแสเมกะเทรนด์ของโลก และนโยบายรัฐ ส่วนธุรกิจดาวร่วง ฟอกย้อม รองเท้า นิตยสาร หนังสือ หลังคนอ่านอี-บุ๊กมากขึ้น

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้า ไทย เปิดเผยถึง 10 อันดับธุรกิจเด่น-ร่วงปี 60 ว่า จากการพิจารณาเกณฑ์การให้คะแนนด้านยอดขาย ต้นทุน ส่วนต่างของยอดขายต่อต้นทุน (กำไรสุทธิ) ความสามารถในการรับผลจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และความสอดคล้องกับกระแสนิยมพบว่าธุรกิจเด่นปี 60 อันดับ 1 ยังคงเป็นธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงามที่ติดอันดับนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 แล้ว และคาดว่าจะยังคงอยู่ในอันดับนี้ต่อไปอีก 3-5 ปี

ส่วนอันดับ 2 คือ ธุรกิจเครื่องสำอางและครีมบำรุงผิว อันดับ 3 คือ ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ อันดับ 4 ธุรกิจด้านการท่องเที่ยว และธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์) อันดับ 5 ธุรกิจ วัสดุก่อสร้างและรับเหมาก่อสร้าง อันดับ 6 ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ อันดับ 7 ธุรกิจบริการทางการเงิน (เคาน์เตอร์เซอร์วิส ฟินเทค และออนไลน์แบงก์–กิ้ง) อันดับ 8 ธุรกิจห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์น–เทรด), ธุรกิจประกันภัย และธุรกิจออแกไนซ์ อันดับ 9 ธุรกิจซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ) ธุรกิจการศึกษา (สถาบันภาษี โรงเรียนติว สถาบันด้านไอที) และอันดับ 10 ธุรกิจให้คำปรึกษาทางกฎหมายและบัญชี

“ปัจจัยสนับสนุนธุรกิจเด่นปี 60 เป็นไปตามเมกะเทรนด์ของโลกที่มี 4 ตัวหลัก คือ ดิจิทัลที่ทำให้กลุ่มอี-คอมเมิร์ซ และบริการทางการเงินแบบฟินเทคมาแรง การเป็นสังคมเมืองทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป มีการซื้อสินค้าในห้างค้าปลีกสมัยใหม่มากขึ้น การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทำให้ธุรกิจบริการด้านสุขภาพ การออมเงิน และการประกันเติบโต สุดท้ายคือกระแสกรีน ที่ทำให้การรักษาสุขภาพเด่นชัดขึ้น”

นอกจากนี้ ยังได้รับผลดีจากนโยบายของรัฐ ทั้งนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล และไทยแลนด์ 4.0 ที่ช่วยส่งเสริมและเติมเต็มในหลายๆธุรกิจ เช่น อี-คอมเมิร์ซ การท่องเที่ยว บริการการเงิน ขณะที่นโยบายส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งในระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน และการอัดฉีดงบกลางลงสู่ 18 กลุ่มจังหวัด จะมีผลต่อการลงทุน การค้าชายแดน ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจวัสดุก่อสร้าง และรับเหมาก่อสร้าง ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจออแกไนซ์ และธุรกิจให้คำปรึกษาทางกฎหมายและบัญชีในการทำการค้ากับต่างประเทศ

นายธนวรรธน์กล่าวว่า การสำรวจปีนี้ธุรกิจ เด่นที่เคยติดอันดับ 1 ใน 10 ของปี 59 กลับไม่ติด 1 ใน 10 ของธุรกิจเด่นในปี 60 เลย คือ ธุรกิจจัดการตลาด ทั้งตลาดนัด ตลาดสด ตลาดนัดกลางคืน, ธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ, ธุรกิจยาและเวชภัณฑ์และสมุนไพรธรรมชาติ, ธุรกิจออกกำลังกาย เช่น ฟิตเนส สนามกีฬา และธุรกิจพลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียน ส่วนธุรกิจเด่นปี 60 ที่ไม่ติด 1 ใน 10 ของธุรกิจเด่นในปี 59 คือธุรกิจบริการทางการเงิน, ธุรกิจห้างค้าปลีกสมัยใหม่, ธุรกิจออแกไนซ์, ธุรกิจซ่อมและจำหน่ายอะไหล่อิเล็กทรอนิกส์ และธุรกิจให้คำปรึกษาทางกฎหมายและบัญชี

สำหรับ 10 อันดับธุรกิจดาวร่วงปี 60 อันดับหนึ่งคือ ธุรกิจฟอกย้อม รองลงมาคือ หัตถกรรม ธุรกิจนิตยสาร ธุรกิจร้านเช่าหนังสือ ธุรกิจร้านเช่าวีดิโอและซีดี สิ่งทอผ้าผืน ธุรกิจจัดทำโปสเตอร์ (โปสเตอร์ภาพยนตร์) ธุรกิจโรงไม้ ธุรกิจตัดและซ่อมรองเท้า ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ และธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องจักรทางการเกษตร

“ธุรกิจดาวร่วงส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ไม่มีการพัฒนา โดยเฉพาะกลุ่มฟอกย้อม หัตถกรรม รองเท้าและสิ่งทอที่ตัดเย็บทั่วไป ซึ่งจะถูกสินค้าจากจีนที่มีต้นทุนต่ำกว่าเข้ามาตีตลาด ส่วนธุรกิจนิตยสารและหนังสือ 2 ปีนับจากนี้จะเป็นช่วงที่เหนื่อยมาก โดยเฉพาะนิตยสารที่มีความเฉพาะอาจต้องปรับตัวหนัก เพราะพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่หันไปอ่านผ่านอี-บุ๊ก และอี-แมกกาซีนมากขึ้น ซึ่งต้องเป็นกลุ่มที่เข้าถึงตลาดทั่วไป (แมส) หรือมีฐานใหญ่ในต่างจังหวัดที่ยังเข้าถึงเทคโนโลยีไม่มากนัก จึงจะอยู่ได้”

นายธนวรรธน์กล่าวต่อว่า ปี 60 จะเป็นปีแห่งการปรับตัว เริ่มจากการปรับโครงสร้าง ซึ่งทุกประเทศหันกลับมาใช้และสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศมากขึ้น ทั้งในสหรัฐฯ ยุโรป จีน รวมทั้งไทย เป็นการปรับสมดุล เพราะในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกซึมทำให้เกิดภาวะโอเวอร์ซัพพลายสูง แต่ปีหน้าโลกจะเริ่มปรับสมดุล ภาวะโอเวอร์ซัพพลายในตลาดจะลดลง ไม่ว่าจะเป็นปริมาณ น้ำมันที่เริ่มปรับลดปริมาณลง ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยปี 60 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในกรอบ 3.5-4% โดยจะค่อยๆฟื้นตัวในช่วงปลายไตรมาส 2 หลังรัฐอัดฉีดงบกลางลงไปขับเคลื่อน รวมทั้งเร่งรัดการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆมูลค่ากว่า 400,000 ล้านบาท ทั้งรถไฟรางคู่ มอเตอร์เวย์ เป็นต้น.

 

Leave a comment