ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 16:14
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819717

วันที่ 23 ธ.ค.2559 นายอิสระ อมรกิจบำรุง ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 3 หรือบีโอไอ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงเป็นภูมิภาคที่นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศให้ความสนใจเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ในรอบปี 2559 บีโอไอได้รับการเสนอแผน เพื่อขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมด 43 โครงการ ยอดเงินลงทุนรวม 14,138 ล้านบาท มีการจ้างงานที่เป็นคนไทย รวม 4,395 คน โดยแยกเป็น กลุ่มธุรกิจเกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร 29 โครงการ เงินลงทุน 10,996 ล้านบาท มีการจ้างงานที่เป็นคนไทย 3,888 คน กลุ่มธุรกิจเหมืองแร่ เซรามิก และโลหะขั้นมูลฐาน 1 โครงการ เงินลงทุน 297 ล้านบาท มีการจ้างงาน 99 คน กลุ่มอุตสาหกรรมเบา 2 โครงการ เงินลงทุน 41 ล้านบาท จ้างงาน 177 คน กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง 1 โครงการ วงเงินลงทุน 121 ล้านบาท จ้างงาน 54 คน
นอกจากนี้ ยังคงมีกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า 3 โครงการ เงินลงทุน 8 ล้านบาท มีการจ้างงาน 43 คน กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์ กระดาษ และพลาสติก 3 โครงการ เงินลงทุน 318 ล้านบาท จ้างงาน 87 คน และสุดท้ายคือกลุ่มธุรกิจบริการและสาธารณูปโภค 4 โครงการ เงินลงทุน 2,357 ล้านบาท มีการจ้างงาน 47 คน
นายอิสระ กล่าวเพิ่มเติมว่า จะเห็นว่ามูลค่าการลงทุนที่บีโอไอให้การสนับสนุนและส่งเสริมนั้น กลุ่มธุรกิจภาคการเกษตรเป็นหลัก เนื่องจากภูมิภาคภาคอีสานนั้นยังเป็นฐานการผลิต ผลิตผลทางการเกษตรในประเภทต่างๆ ได้อย่างครอบคลุม และเป็นอุตสาหกรรมหลักที่สร้างงานและสร้างรายได้ให้กับพื้นที่ จากมูลค่าของการส่งเสริมการลงทุนนั้น ยอมรับว่าในปีนี้มีอัตราการลงทุนที่ติดลบเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาถึงร้อยละ 18.41 ด้วยปัจจัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นภาพรวมทั่วทั้งประเทศ
นายอิสระ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า จ.กาฬสินธุ์ เป็นจังหวัดที่มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอมากที่สุดในปีนี้ คือ 11 โครงการ รองลงมา คือ มุกดาหารและอุดรธานี ซึ่งชี้ให้เห็นว่า นักธุรกิจยังคงกระจายการลงทุนไปในทั้ง 20 จังหวัดภาคอีสานอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม บีโอไอก็ยังคงให้การสนับสนุนและส่งเสริมภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องของรับคำปรึกษาจนไปถึงการให้บริการจนสามารถดำเนินธุรกิจในด้านต่างๆ
ส่วนในปี 2560 ยังคงมีการกำหนดแผนการนำนักธุรกิจในพื้นที่เดินทางเข้าเจรจาและหารือ รวมทั้งการศึกษากระบวนการการบริหารจัดการของกลุ่มธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จ เพื่อให้เกิดการต่อยอดและสามารถที่จะเป็นคู่ค้า โดยเริ่มจากกลุ่มจังหวัดตามเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ที่เป็นเส้นทางเศรษฐกิจสายสำคัญเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาคและระหว่างประเทศที่จะเป็นโอกาสให้กับนักธุรกิจอีสานที่จะสามารถต่อยอดการเป็นคู่ค้าได้ในอนาคต.