“สแตนชาร์ด”ยอมศิโรราบธุรกิจรายย่อย โละลูกค้า4แสนรายให้ทิสโก้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ธ.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819374


“สแตนชาร์ด”ยกธงขาวสู้แบงก์พาณิชย์ใหญ่ไม่ไหวหลังตลาดแข่งขันดุเดือด ตัดใจโละพอร์ตสินเชื่อรายย่อย 400,000 รายให้กับทิสโก้ ภายในปี 2560 แบ่งเป็นพอร์ตสินเชื่อรายย่อย 41,600 ล้านบาท เงินฝาก 33,600 ล้านบาท ซีไอเอ็มบี ไทยชี้ไตรมาส 2 ปีหน้าธุรกิจเอสเอสอีรายเล็ก-กลาง รอดตาย รับอานิสงส์ราคาพืชผลทางการเกษตรดีขึ้น ปลุกกำลังซื้อฟื้นคืนชีพนางอรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) ได้บรรลุข้อตกลงในการถ่ายโอนธุรกิจลูกค้ารายย่อย ประกอบด้วยธุรกิจบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล สินเชื่อธุรกิจรายย่อย บริการธนบดีธนกิจ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์ และเงินฝากรายย่อย ให้แก่ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) และบริษัทออล-เวย์ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยภายใต้บริษัท ทิสโก้ ไฟแนนเชียลกรุ๊ป คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี 2560 ขึ้นอยู่กับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล และเงินที่ใช้ในเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 5,500 ล้านบาท ซึ่งมาจากกระแสเงินสดของธนาคาร

“ธุรกิจรายย่อยที่ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดโอนย้ายมาทิสโก้ มีจำนวนลูกค้าประมาณ 400,000 ราย แบ่งเป็นลูกค้าเงินฝาก 100,000 ราย คิดเป็นมูลค่า 36,100 ล้านบาท และลูกค้าสินเชื่อ 300,000 ราย มูลค่า 41,600 ล้านบาท แบ่งเป็นบัตรเครดิต 4,000 ล้านบาท สินเชื่อบุคคล 7,000 ล้านบาท สินเชื่อบ้าน 25,000 ล้านบาท และสินเชื่อธุรกิจรายย่อย 5,000 ล้านบาท”

นายพลากร หวั่งหลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประจำธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) และสำนักงานตัวแทน กล่าวว่า ธุรกิจลูกค้ารายย่อยของธนาคารที่มีขนาดของธุรกิจที่เล็ก จึงยากที่จะแข่งขันกับธนาคารรายใหญ่ภายในประเทศ ภายหลังจากการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว จึงบรรลุข้อตกลงในการโอนธุรกิจธนาคารบุคคลธนกิจให้แก่ทิสโก้

อย่างไรก็ตาม สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ธุรกิจสถาบันธนกิจ และพาณิชย์ธนกิจ ที่มีเครือข่ายแข็งแกร่งและจุดเด่นด้านประสบการณ์การค้าระหว่างประเทศที่จะสามารถสนับสนุนลูกค้าในการทำธุรกิจในประเทศไทยและระหว่างประเทศ ซึ่งการตัดสินในครั้งนี้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจทั่วโลกของกลุ่มธนาคารสแตน-ดาร์ดชาร์เตอร์ดที่ได้ประกาศไปเมื่อเดือน พ.ย.2558 ที่จะทบทวนแนวทางการดำเนินธุรกิจและปรับโครง- สร้าง เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและเพิ่มผลตอบแทน ซึ่งรวมถึงการถ่ายโอนธุรกิจที่มีขนาดและขีดความสามารถทางการแข่งขันไม่เอื้อต่อการทำธุรกิจ

ด้านนายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธุรกิจขนาดกลางและย่อม หรือเอสเอ็มอี ที่มีขนาดเล็กและกลาง จะเริ่มฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 2 ปีหน้า (2560) เป็นต้นไป หลังจากราคาพืชผลทางการเกษตรปรับตัวดีขึ้น ทำให้กำลังซื้อของภาคการเกษตรเริ่มดีขึ้น ประกอบกับโครงการลงทุนของรัฐเริ่มมีการก่อสร้างมากขึ้น เป็นตัวขยับเคลื่อนเศรษฐกิจ และยังเป็นตัวกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุน

“เอสเอ็มอีขนาดเล็กและกลาง ในปีหน้าเริ่มฟื้นตัว ธุรกิจที่เห็นการฟื้นตัวชัดเจน ได้แก่ ธุรกิจที่เกี่ยวกับปัจจัยทางการเกษตร เช่าซื้อจักรยานยนต์ และค้าปลีก ขณะที่โครงลงทุนของภาครัฐ ทั้งรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า และมอเตอร์เวย์ จะส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ จะช่วยให้เกิดการจ้างงาน และยังส่งผล ดีต่อธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักรและอุปกรณ์ รวมไปกลุ่มผู้ค้าวัสดุก่อสร้างทั่วประเทศ”.

 

Leave a comment