ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
29 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/467733

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ทุ่มหมดหน้าตักในเดิมพันเศรษฐกิจรอบใหม่กับยุทธ ศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0
ล่าสุด สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ประกาศชัดทุ่ม 4 หมื่นล้านบาท ให้ “จังหวัด” เป็นพลังขับเคลื่อนกลไกเศรษฐกิจ จากเดิมงบประมาณปี 2561 ที่จัดสรรสำหรับกลุ่มจังหวัดไว้ 2 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยจังหวัดละ 400-500 ล้านบาท
“ในปีหน้าเราจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง รัฐบาลยังมีเวลาอีก 1 ปี ที่จะขับเคลื่อนและปูพื้นไปยังปีต่อไป แม้ว่าเศรษฐกิจไม่ดีแต่เราจะต่อสู้ได้ เราจะต้องสร้างเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศ เมื่อเศรษฐกิจโลกไม่ดี แต่เราก็จะไม่เซ อยากให้ทุกคนมองเศรษฐกิจในแง่บวกมากกว่า”
สาเหตุที่ให้น้ำหนักกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านจังหวัด เพราะแนวทางนี้ไม่จำเป็นต้องรอแผนจากส่วนกลางที่ต้องผ่านการวางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน แต่อาศัยกลไกจังหวัดที่สามารถคิดอ่านทำอะไรได้ตามความต้องการที่ตอบโจทย์และตรงจุดได้อย่างหลากหลายในแต่ละพื้นที่
นั่นหมายความว่าจะมีเครื่องปั๊มขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 76 จังหวัด และ 20 กลุ่มจังหวัด ซึ่งจะช่วยให้เห็นผลการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการหมุนระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับฐานรากขึ้นมาสู่ระดับบน
อีกด้านหนึ่งยังไปเกลี่ยเอางบประมาณที่จ่ายไม่หมดก่อน 31 ธ.ค. เรียกคืนมารวมกันแล้วกระจายไปเป็นโครงการขนาดย่อยให้กลุ่มจังหวัด จากนั้นช่วง ม.ค.- ก.ย. ก่อนงบประมาณปี 2561 จะเริ่มใช้ ก็จะหางบประมาณเพิ่มเติมมาให้กลุ่มจังหวัดบวกกับปี 2561
สอดรับกับแพ็กเกจของขวัญปีใหม่ก่อนหน้านี้ที่ออกมาซื้อใจประชาชนด้วยเหตุผลว่า จะเป็นตัวกระตุ้นเครื่องยนต์กระตุ้นเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนเดินหน้าไปได้ในช่วงที่หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ
เริ่มตั้งแต่มาตรการแจกเงินช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยรายละ 1,500-3,000 บาท ให้กับชาวบ้านประมาณ 5.4 ล้านคน ด้วยวงเงิน 3,450 ล้านบาท โดยจะเริ่มจ่ายตั้งแต่วันที่ 1-30 ธ.ค.นี้
คู่ขนานไปกับการปรับค่าจ้างขั้นต่ำใน 69 จังหวัด สำหรับปี 2560 ที่ถือเป็นการปรับค่าจ้างขั้นต่ำครั้งแรกในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ค่าจ้าง ขั้นต่ำของประเทศไทยได้เพิ่มขึ้น 300 บาททั่วประเทศ เมื่อปี 2556
ที่สำคัญก่อนหน้านี้ ครม.เคยมีมติอนุมัติมาตรการช่วยเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยไปแล้ว 2.9 ล้านคน ภายใต้วงเงิน 6,540 ล้านบาทไปแล้ว
ทั้งหมดล้วนแต่สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังทุ่มเททุกสรรพกำลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่และรอบใหญ่ หลังจากก่อนหน้านี้เคยพยายามเข็นสารพัดมาตรการออกมาเรื่อยๆ ตั้งแต่รัฐประหาร
ทว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึงดัชนีชี้วัดหลายตัวกลับกระเตื้องขึ้นเพียงเล็กน้อย บรรยากาศการค้า การลงทุน การส่งออก ยังไม่อาจช่วยหล่อเลี้ยงให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างที่หวัง
ล่าสุดผลกระทบจากมาตรการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญของภาครัฐ ซ้ำเติมปัญหาการท่องเที่ยวในภาพรวมอย่างรุนแรงที่หากยังไม่มีแนวทางการแก้ปัญหาที่ชัดเจนย่อมมีแต่จะทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงไป
การกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้จึงถือเป็นเดิมพันที่ คสช.ต้องทุ่มแบบหมดหน้าตัก ซึ่งยังไม่รู้ว่าผลสุดท้ายจะออกมาเป็นไปตามที่คาดหวังได้หรือไม่
ถึงขั้นที่ต้องยอมแลกกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าสุดท้ายต้องงัดนโยบายอัดฉีดที่เข้าเค้าประชานิยมมาใช้ เพราะความสำคัญของการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ มีผลต่อความเป็นอยู่ของคนในชาติและย้อนกลับมามีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล คสช.
เมื่อในมุมการเมืองและความมั่นคงเวลานี้ ต้องยอมรับว่าด้วยอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ คสช.สามารถสะกดให้ทุกอย่างอยู่ในร่องอยู่ในรอยจนไม่น่าจะมีปัญหาหรือแรงกระเพื่อมใดๆ ในอนาคต
แต่ปัญหาน่าเป็นห่วงอยู่ที่สภาพเศรษฐกิจ ซึ่งเวลานี้ยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ หากรัฐบาล คสช.ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นรุนแรง
เมื่อบทพิสูจน์ฝีมือของ คสช.ครั้งนี้ เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถูกหยิบยกนำไปเปรียบเทียบกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอดีต
สุดท้ายหากไม่อาจแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ย่อมมีแต่จะเพิ่มแรงกดดันที่ย้อนกลับมาถาโถมใส่ คสช.อย่างรุนแรง ในฐานะที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่ไม่อาจแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะกับเรื่องปัญหาปากท้องซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ แถมยังเปราะบางเมื่อเวลานี้มีหลายกลุ่มที่กำลังเดือดร้อนรุนแรงไล่มาตั้งแต่ภาคธุรกิจ ภาคส่งออก ภาคท่องเที่ยว และกลุ่มเกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาสินค้าราคาเกษตรตกต่ำ ซึ่งถือเป็นคนกลุ่มใหญ่ของคนในประเทศ
การกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้จึงเป็นเดิมพันครั้งสำคัญของ คสช.ที่จะต้องติดตามผลลัพธ์ในอนาคต