ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
20 ธันวาคม 2559 เวลา 09:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/471099

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) รอบนี้น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีกรอบเวลาการทำงานตามโรดแมปเหลืออยู่อีกแค่ปีกว่าก่อนจะถึงการเลือกตั้ง
ด้วยความต่อเนื่องกับภารกิจที่ต้องรีบเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนการเปลี่ยนผ่านบ้านเมืองให้เข้าสู่สภาวะปกติ จำเป็นต้องเร่งทำงานในช่วงโค้งสุดท้ายกับเวลาที่เหลืออยู่ไม่มาก
ครม.ประยุทธ์ 4 ที่เป็นการปรับใหญ่รอบนี้ จึงเป็นเหมือนการจัดวางบุคลากรให้เข้ากับงานที่จำเป็นต้องเร่งทำให้สำเร็จ ก่อนรัฐบาลใหม่จะมารับไม้บริหารประเทศต่อไป
เพื่อไม่ให้สิ่งที่พยายามทำมาตั้งแต่ต้นคาราคาซังและอาจสูญเปล่าไปอย่างน่าเสียดาย เพราะไม่มีหลักประกันใดๆ การันตีได้ว่ารัฐบาลใหม่จะต้องมาสานต่องานที่รัฐบาล คสช.ดำเนินการเอาไว้
อีกด้านการทำผลงานให้ปรากฏชัดเจนย่อมส่งผลทำให้ภาพลักษณ์ คสช.ดีขึ้น รวมทั้งกอบกู้ความเชื่อมั่นที่ลดน้อยถอยลงไปให้ขยับกลับเพิ่มขึ้นมา เพื่อทำให้การลงจากอำนาจตามที่วางไว้ไม่มีอุบัติเหตุ
จับสัญญาณจากโฉมหน้า ครม.ประยุทธ์ 4 ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า “เป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่” จะเห็นว่ารัฐบาลเหมือนจะให้น้ำหนักไปกับการยกเครื่องทีมเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
ถึงส่วนหนึ่งจะเป็นเพียงแค่การสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งใน ครม.เดิม แต่ก็มีบางส่วนที่ดึงบุคลากรจากภายนอกเข้ามาเสริมทัพเพื่อรองรับงานที่วางแผนให้เดินหน้าต่อไป
ถึงจะเป็นการสลับสับเปลี่ยนตำแหน่ง หรือการดึงคนนอกเข้ามาเสริมทัพ แต่ทั้งหมดก็อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่รับหน้าที่แม่ทัพคุมทีมเศรษฐกิจ
ดังนั้น ย่อมไม่มีปัญหาหาเรื่องความต่อเนื่อง หรือการทำงานที่ไม่เข้าขาระหว่างคนเก่าคนใหม่ เพราะนโยบายด้านเศรษฐกิจส่วนใหญ่ที่ออกมาในช่วงหลังทั้งหมดก็ล้วนแต่เป็นแนวคิดของสมคิดเป็นหลัก
ที่สำคัญบรรดาทีมงานที่นั่งอยู่ใน ครม.ปัจจุบัน หรือที่ถูกดึงตัวมารับหน้าที่ใหม่ทั้งหมดล้วนแต่เป็นมือไม้ที่ทาง สมคิด ไว้เนื้อเชื่อใจให้มาเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
การปล่อยให้ ออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม และ สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ ไปนั่งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นั้น
ด้านหนึ่งเป็นการเปิดทางให้คนใหม่เข้ามารับหน้าที่ดูงานในสองกระทรวงใหญ่ที่ควบคุมทิศทางเศรษฐกิจสำคัญแล้ว อีกด้านหนึ่งยังช่วยให้การประสานงานระหว่างกระทรวงกับส่วนกลางเกิดความคล่องตัวไร้รอยสะดุด เพราะทั้งคู่ล้วนแต่เคยรับผิดชอบงานและรับรู้รับทราบนโยบายมาตั้งแต่ต้น
ขณะที่ ชุติมา บุณยประภัศร ที่ถูกดึงมารับตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ นั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นอดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ ที่ผ่านทั้งตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศและอธิบดีกรมการค้าภายใน
แถมยังมีผลงานในช่วงไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก เป็นคณะเจรจาการเปิดตลาดข้าว กำหนดโควตาไก่แช่แข็งกับสหภาพยุโรป และการทำเอฟทีเอ ระหว่างไทยกับ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เปรู และสหภาพยุโรป
ด้าน พิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม ป้ายแดง ก็ไม่ใช่คนอื่นไกล ก่อนหน้านี้ก็เคยรับตำแหน่งประธานกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
การวางตัวของทั้งสองคนนี้มารับตำแหน่ง รมช. จึงเห็นภาพที่ชัดเจนว่ารัฐบาลให้น้ำหนักไปที่ทั้งการค้าต่างประเทศ และการเร่งงานในส่วนของคมนาคมขนส่งในประเทศ โดยเฉพาะกับระบบรางที่กำลังเดินหน้าในหลายสาย หลายโครงการที่ดูจะยังคืบหน้าไปน้อยกว่าที่ต้องการ
สำหรับ พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ ประเดิมตำแหน่ง รมว.ดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม คนแรก ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก่อนหน้านี้ก็เป็น รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แถมมีดีกรีเป็นอดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ส่วน อรรชกา สีบุญเรือง อดีต รมว.อุตสาหกรรม ถูกโยกมาขัดตาทัพที่ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้น ทั้งที่เป็นลูกหม้อของกระทรวงอุตฯ และตำแหน่ง อุตตม สาวนายน ที่ถูกโยกจาก รมว.
วิทยาศาสตร์ฯ มานั่งเก้าอี้ รมว.อุตสาหกรรม จึงอาจเป็นเพียงแค่การเกลี่ยตำแหน่งให้ลงตัวถูกที่ถูกทางและลงตัว
การจัดวางตำแหน่งใหม่ครั้งนี้ ในช่วงแรกย่อมช่วยซื้อเวลาลดแรงกดดันที่จะมีต่อรัฐบาล คสช. ที่ดูจะไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อนหน้านี้ โดยให้หันมาคาดหวังกับ ครม.ชุดใหม่แทน
แต่ระยะยาวนี่ถือเป็นเดิมพันครั้งสุดท้ายของรัฐบาล คสช. ว่าจะสามารถพิสูจน์ฝีไม้ลายมือ เร่งสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ กับภารกิจกอบกู้เศรษฐกิจให้กลับมาเดินหน้าต่อไป
หากผลออกมาไม่เป็นอย่างที่หวังย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นและเสถียรภาพของ คสช.อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง