ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
29 ธันวาคม 2559 เวลา 09:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/472784

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
หากจับอาการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเห็นได้ว่ามีการส่งสัญญาณทางการเมืองบางประการออกมา เพราะได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 หลายครั้งในเวลาติดๆ กัน
ดังจะเห็นได้จากกรณีเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ได้มีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 70/2559 เรื่อง การยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ 45/2557 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ การยกเลิกคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) และเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ที่มีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 71/2559 เรื่อง การยกเลิกกฎหมายว่าด้วยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
เหตุผลสำคัญประการหนึ่งเป็นเพราะต้องการใช้อำนาจมาตรา 44 ซึ่งเป็นอำนาจพิเศษเพื่อเร่งสะสางบางเรื่องโดยที่ไม่ต้องไปเสียเวลาไปกับการเสนอกฎหมายเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพราะการจะแก้ไขคำสั่ง คสช. หรือยุบองค์กรนั้นไม่อาจทำได้โดยอาศัยอำนาจของฝ่ายบริหารเพียงลำพัง แต่ต้องใช้อำนาจนิติบัญญัติด้วย ดังนั้นด้วยขั้นตอนที่ยุ่งยากและเวลาที่ต้องหมดไปกับกระบวนการธุรการ ทำให้ คสช.เลือกที่จะใช้มาตรา 44 แทน
ขณะเดียวกันช่วงเวลานี้ไม่ต่างอะไรกับนาทีของการใช้มาตรา 44 เนื่องจากหากรัฐบาลได้นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายไปแล้ว หากภายหลังร่างรัฐธรรมนูญประกาศใช้ขึ้นมา คสช.เองจะไม่สามารถใช้อำนาจมาตรา 44 ได้เต็มที่
ทั้งนี้ แม้ในร่างรัฐธรรมนูญจะยังคงให้อำนาจเด็ดขาดโดยสมบูรณ์แก่ คสช. ซึ่งหมายถึงการใช้มาตรา 44 จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ แต่การใช้อำนาจนั้นก็ใช้ได้ตราบเท่าที่ไม่ขัดกับบทบัญญัติของกฎหมายสูงสุด อันทำให้ คสช.ไม่สามารถใช้เครื่องมือของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นการเร่งปล่อยของในช่วงโค้งสุดท้าย จึงเป็นเรื่องที่ คสช.จำเป็นต้องดำเนินการก่อนจะหมดเวลาของการใช้อำนาจ
ล่าสุด คสช.กำลังเตรียมใช้มาตรา 44 อีกครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนกลไกการปฏิรูป
โดยที่ประชุม คสช.เห็นชอบกับการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44 ในการตั้งคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองนายกรัฐมนตรีทั้งหมดร่วมเป็นคณะกรรมการ และรัฐมนตรีร่วมอีก 2 คน
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้เหตุผลว่า “การตั้งคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศก็เพื่อรวมเรื่องที่ สนช. สปท.เสนอเรื่องปฏิรูปเข้ามากว่าร้อยเรื่อง เพื่อดูว่าเรื่องใดดำเนินการไปแล้วและเรื่องใดที่ยังไม่ดำเนินการ ทั้งหมดเพื่อสร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้นในปี 2560”
ต้องยอมรับว่าการเดินหน้าปฏิรูปประเทศยังไม่ค่อยเป็นไปตามเป้าเท่าไหร่มากนัก ซึ่งที่ผ่านมามีการสร้างกลไกหลายรูปแบบ โดยเฉพาะคณะกรรมการประสานงาน 3 ฝ่าย ได้แก่ รัฐบาล สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แต่ยังดูเหมือนว่างานปฏิรูปในเชิงโครงสร้างยังไม่ออกมาเป็นรูปธรรมเท่าไหรนัก
อีกทั้งในต้นปี 2560 ได้มีการคาดการณ์กันว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติจะมีผลบังคับใช้ ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้กำหนดกระบวนการเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศไว้หลายระยะในหมวดการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะการบัญญัติให้ออกกฎหมายกำหนดขั้นตอนการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติที่เป็นสองเรื่องสำคัญที่ คสช.ต้องการสร้างผลงานฝากเอาไว้ก่อนอำลาจากตำแหน่ง
โดยร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในหมวดการปฏิรูปประเทศว่าจะต้องดำเนินการปฏิรูปประเทศใน 7 ด้าน รวมไปถึงการต้องออกฎหมายเกี่ยวเพื่อวางแผนการปฏิรูปที่ต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 1 ปีตามมาตรา 259 ของร่างรัฐธรรมนูญ
“การปฏิรูปประเทศให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ซึ่งอย่างน้อยต้องมีวิธีการจัดทำแผน การมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนในการดำเนินการปฏิรูปประเทศ การวัดผลการดำเนินการ และระยะเวลาดำเนินการปฏิรูปประเทศทุกด้าน
ต้องกำหนดให้เริ่มดำเนินการปฏิรูปในแต่ละด้านภายใน 1 ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ รวมตลอดทั้งผลสัมฤทธิ์ที่คาดหวังว่าจะบรรลุในระยะเวลา 5 ปี ให้ดำเนินการตรากฎหมายตามวรรคหนึ่ง และประกาศใช้บังคับภายใน 120 วันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ” บทบัญญัติของมาตรา 259
ดังนั้น หาก คสช.ไปรอให้ร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ก่อนแล้วถึงจะเริ่มนับหนึ่งการปฏิรูปในภาคปฏิบัติอาจไม่ทันเวลา เพราะต้องไม่ลืมว่าแม่น้ำ 5 สายยังคงมีภารกิจประจำที่ต้องดำเนินการกันอยู่ และยิ่งต้องรับภารกิจด้านการปฏิรูปในช่วงโค้งสุดท้ายเข้ามาด้วยแล้ว ทำให้ต้องวางแผนตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้เสียของเหมือนอดีตที่่ผ่านมา
ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ คสช.ต้องใช้ทรัพยากรที่ตัวเองเพื่อสร้างผลงานด้านการปฏิรูปออกมา เพื่อสร้างความชอบธรรมก่อนจะลงจากตำแหน่ง แม้ว่าจะถูกมองว่าเป็นการใช้มาตรา 44 อย่างพร่ำเพรื่อก็ตาม