พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ 18 ปี บนเก้าอี้ประธานองคมนตรี 2 รัชกาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ธันวาคม 2559 เวลา 07:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/469939

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ 18 ปี บนเก้าอี้ประธานองคมนตรี 2 รัชกาล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นหนึ่งในบุคคลทางประวัติศาสตร์ทางการเมือง ภายหลังสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ พล.อ.เปรม เป็นประธานองคมนตรี เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา

พระบรมราชโองการในครั้งนี้ ทำให้ พล.อ.เปรม กลายเป็นประธานองคมนตรีที่ทำหน้าที่ถวายงานให้กับพระมหากษัตริย์ถึงสองพระองค์

พล.อ.เปรม หรือที่ใครมักจะเรียกว่า “ป๋าเปรม” ได้รับพระบรมราชโองการจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรีเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 23ส.ค. 2531 หลังจากอำลาการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีมาอย่างยาวนาน ซึ่งในปีเดียวกันนั้นเอง พล.อ.เปรม ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เป็นรัฐบุรุษด้วย

“โดยที่นายกฯ นำความกราบบังคมทูลว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้เคยรับราชการสนองพระเดชพระคุณในตำแหน่งที่สำคัญๆ ทั้งด้านการทหารและการบริหารราชการแผ่นดินมาแล้วหลายตำแหน่ง ครั้งสุดท้ายได้ดำรงตำแหน่งนายกฯ มาเป็นเวลานานถึง 8 ปี 5 เดือนเศษ ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งต่างๆ เหล่านั้น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์ จนเป็นที่ประจักษ์ในความปรีชาสามารถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติและความเป็นอยู่ของชาวชนบทให้มั่นคงอันเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติเป็นอเนกประการ

จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ยกย่อง พล.อ.เปรม ไว้ในฐานะรัฐบุรุษ เพื่อเป็นเกียรติประวัติและตัวอย่างอันดีงามต่อไป ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปประกาศ ณ วันที่ 29 ส.ค. พ.ศ. 2531 เป็นปีที่ 43 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกฯ” (อ้างอิง : ราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่ม 105 ตอนที่ 141 วันที่ 29 ส.ค. 2531)

นอกเหนือไปจากตำแหน่งรัฐบุรุษที่ได้ทำให้ พล.อ.เปรม กลายเป็นสัญลักษณ์ของความจงรักภักดีที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว ในวันที่ 4 ก.ย. 2541 พล.อ.เปรม ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตำแหน่งประธานองคมนตรีต่อจาก “สัญญา ธรรมศักดิ์” ประธานองคมนตรีคนก่อนที่ขอลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากปัญหาสุขภาพ

นับจากนั้นจนวันถึงวันนี้ พล.อ.เปรม ดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรีมาแล้วถึง 18 ปีเต็ม

พล.อ.เปรม ผ่านชีวิตทางการเมืองมาทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ลอบสังหารในช่วงปี 2525 แต่ก็รอดมาได้ทุกครั้ง ที่สำคัญยังเป็นนายกฯ ที่ไม่เคยถูกฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก่อนที่ในปี 2531 จะตัดสินไม่รับตำแหน่งนายกฯ ด้วยการสร้างวาทะอมตะ “ผมพอแล้ว” อันเป็นการลงหลังเสืออย่างสวยงาม

อาจกล่าวได้ว่าคำว่า “ผมพอแล้ว” ทำให้ พล.อ.เปรม ที่ใครเรียกว่า “ป๋า” นั้นได้สร้างให้ทุกฝ่ายยอมรับในความเป็นคนจริงของ พล.อ.เปรม จนใครต่อใครต้องเกรงใจผู้ชายคนนี้

แต่ในช่วงปี 2549 หลังจากเกิดเหตุการณ์รัฐประหารปรากฏว่า พล.อ.เปรม ถูกพาดพิงจากฝ่ายตรงข้ามอยู่เบื้องหลังการล้มรัฐบาลในเวลานั้น นำมาสู่การชุมนุมประท้วงหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม เพื่อกดดันให้ลาออกจากตำแหน่งประธานองคมนตรี แต่ไม่เป็นผลเพราะตำรวจได้เข้ามาจับกุมแกนนำผู้นำการชุมนุมและดำเนินคดีในเวลาต่อมา

ยิ่งไปกว่านั้น พล.อ.เปรม ยังถูกฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญอีกด้วย แต่ไม่ว่า พล.อ.เปรม จะถูกกล่าวหาอย่างไร ก็ไม่เคยปริปากตอบโต้แม้แต่คำเดียว แม้ว่าผู้สื่อข่าวจะพยายามซักถาม เพื่อให้ได้ยินเสียงของประธานองคมนตรีก็ตาม

ขณะเดียวกัน หากจะบอกว่าอะไรที่ทำให้หลายฝ่ายจดจำ พล.อ.เปรม ได้เป็นอย่างดี อาจจะไม่ใช่ตำแหน่งรัฐบุรุษและประธานองคมนตรีเท่านั้น แต่มาจากการเป็นเจ้าของวรรคทองอมตะ “เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน”

ครั้งหนึ่งในระหว่างงานสัมมนาครบรอบ 12 ปี ของผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2555 พล.อ.เปรม เล่าถึงที่มาของวรรคทองดังกล่าวว่า “เรื่องที่ผมพูดเสมอๆ ว่า ‘เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน’ ประโยคนี้ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายในห้องนี้อาจจะเคยได้ยินมาบ้างแล้ว ขอคุยนิดหนึ่งว่าประโยคที่ว่า

‘เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน’ ผมเป็นคนคิดเอง คิดตั้งแต่อยู่ที่ตึกไทยคู่ฟ้าแล้วก็มาพูดให้สาธารณะได้ยิน เมื่อ 23 ปีมาแล้ว ผมเคยไปปาฐกถาเรื่องนี้ครั้งแรก เมื่อปี 2542 ที่โรงแรมโฆษะ จ.ขอนแก่น เดี๋ยวนี้ผมก็ยังพูดประโยคนี้อยู่ชอบพูดประโยคนี้และก็อ้างถึงอยู่เสมอผมชอบพูดประโยคนี้มาก”

“ผมขอเริ่มด้วยอธิบายอย่างสั้นก่อนว่าการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินหมายความว่ายังไง การตอบแทนบุญคุณแผ่นดินก็คือการทําความดีเพื่อให้แผ่นดินมีความสงบคนในแผ่นดินมีความสุขช่วยกันสร้างคนดีในแผ่นดินจนเรามีคนดีมากเหลือเกินจนกระทั่งต้องเบียดเสียดเยียดยัดกัน อีกประการหนึ่งของความหมายสั้นก็คือว่า การไม่ทําความชั่ว ไม่ทําให้แผ่นดินมีปัญหา”

นอกจากนี้ พล.อ.เปรม ยังทำหน้าที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการปลุกพลังต่อต้านการทุจริตด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งล่าสุดเมื่อปี 2558 พล.อ.เปรม ได้ไปกล่าวปาฐกถาพิเศษ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาป้องกันประเทศ (วปอ.สปท.) ครบรอบ 60 ปี เสนอให้มีการตั้งศาลฉ้อราษฎร์บังหลวง เพื่อทำหน้าที่ปราบปรามการทุจริตเป็นการเฉพาะ

จากนั้นไม่นานรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็ได้เห็นชอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งในปัจจุบันศาลดังกล่าวได้เริ่มเป็นรูปร่างขึ้นมาและดำเนินการนำคดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณาความของศาลแล้ว

ด้วยชีวิตและผลงานทางการเมืองของชายวัย 96 ปี ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า “ทหารแก่ไม่มีวันตาย” ไปตลอดกาล

 

Leave a comment