ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
01 ธันวาคม 2559 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/468097

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
กระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม มีอันต้องสะดุดลงชั่วคราว ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งในขั้นตอนการพิจารณารายละเอียดของกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ
เมื่อที่ประชุม กมธ.มีมติให้แก้ไขนิยาม “Service Contract” จาก “จ้างสำรวจผลิต” เป็น “จ้างบริการ” เพื่อให้ครอบคลุมเนื้อหาได้สมบูรณ์ครบถ้วน ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นในอนาคต
ขั้นตอนต่อไปคือการส่งเรื่องกลับไปยัง ครม. เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงเนื้อหา จากนั้นจึงจะส่งกลับมาให้ กมธ.พิจารณาตามกระบวนการต่อไป
แม้ทาง พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ ในฐานะประธาน กมธ. จะชี้แจงว่าในเบื้องต้นได้ประสานกับทาง พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน แล้ว และมั่นใจว่าจะไม่กระทบกับระยะเวลาการพิจารณากฎหมายทั้งสองฉบับ
แต่ก็ไม่มีหลักประกันว่าทุกอย่างจะสามารถสำเร็จลุล่วงภายในเดือน ธ.ค. ตามแผนเดิมที่กำหนดไว้
เมื่อยังมีประเด็นที่เป็นข้อถกเถียง โดยเฉพาะ “การตั้งบรรษัท” ซึ่งยังไม่อาจหาข้อสรุปได้ แถมยังเป็นประเด็น “เปราะบาง” ที่สุ่มเสี่ยงจะบานปลายไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ รวมกับประเด็นอื่นๆ ที่ทำให้การพิจารณาในชั้น กมธ. ต้องขยายเวลาออกไปหลายรอบ
ลำพังแค่ในชั้น กมธ. ก็ยังมีความเห็นหลากหลาย ถึงขั้นที่ พล.อ.สกนธ์ ในฐานะประธาน กมธ.เองก็ถือเป็นสียงข้างน้อย 4 คน ที่หนุนเรื่องการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติเอาไว้ใน พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฉบับนี้ แต่ก็ไม่อาจทัดทานเสียงข้างมากจาก 21 เสียง จนสุดท้ายก็ต้องมาจบที่ให้เขียนเป็นข้อสังเกตแนบท้ายกฎหมาย
ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังไม่อาจหาข้อสรุป การส่งเรื่องกลับไปยัง ครม.เพื่อแก้ไขเนื้อหา จึงอาจเป็น “ทางออก” ที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งไม่อาจถอนเรื่องกลับมาเริ่มต้นใหม่ หรือหากจะดึงดันเดินหน้าต่อไปก็อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ ยิ่งประเด็นเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงผลประโยชน์มหาศาลของประเทศ
การพักยกในช่วงเวลานี้จึงอาจเป็นการลด “แรงกดดัน” ที่กำลังถาโถมเข้าใส่รัฐบาล คสช.
เมื่อข้อเท็จจริงชัดเจนว่ามีความเห็นแตกออกเป็นสองด้านทั้งสนับสนุนและคัดค้าน ดังนั้น ต่อให้เดินหน้าหรือถอนเรื่องกลับไปใหม่ก็ต้องเผชิญกับกระแสไม่เห็นด้วย สุดท้ายผลเสียก็ตกที่ คสช.ทั้งขึ้นทั้งล่อง
จะเห็นว่ากลุ่มหนึ่งสนับสนุนให้เร่งเดินหน้า พ.ร.บ.ฉบับนี้โดยเร็ว ส่วนใหญ่เป็นฝ่ายของภาครัฐหรือเอกชนที่ผลักดันเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามหยิบยกประเด็นเรื่อง “ความมั่นคงทางพลังงาน” ขึ้นมาจูงใจปนข่มขู่เพื่อโน้มน้าวให้เร่งออกกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายในอนาคต
แต่ทาง พล.อ.อนันตพร เองก็ระบุว่าอาจมีการออกประกาศประมูล 2 แหล่งปิโตรเลียม คือ เอราวัณ และบงกช ได้ในช่วงกลางปี 2560 หากการพิจารณากฎหมายและขั้นตอนต่างๆ ไม่สามารถดำเนินการได้ตามกรอบที่วางไว้ หรือเกิดความล่าช้าเล็กน้อย
อีกกลุ่มหนึ่ง ฝั่งคัดค้านบางส่วนเป็นกลุ่มที่เคยออกมาเคลื่อนไหวตั้งแต่แรก หลายครั้งที่ออกมารวมตัวเรียกร้องให้ถอนร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม จนแม้แต่ สนช.ลงมติให้ความเห็นชอบในหลักการ ร่างพ.ร.บ.นี้ก็ยังเคลื่อนไหวให้ถอนร่างออกจากการพิจารณาของ สนช.ต่อเนื่อง
ประเด็นสำคัญอยู่ที่เรื่องการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ซึ่งยังไม่ได้ถูกเขียนเอาไว้ชัดเจนในตัวเนื้อหาร่างพ.ร.บ.ตั้งแต่ต้น ยิ่งทำให้แรงต่อต้านยิ่งเพิ่มขึ้นตามมาด้วย
อีกด้านหนึ่ง ทางประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินส่งหนังสือมายังนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ถอนร่างพ.ร.บ.
ทั้งสองฉบับออกไปก่อน เนื่องจากเห็นด้วยกับข้อเสนอจากศูนย์วิจัยนโยบายพลังงานและทรัพยากร มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งทำเรื่องเสนอมาว่าร่าง พ.ร.บ.ทั้งสองฉบับเนื่องจากมีช่องโหว่อันก่อให้เกิดการรั่วไหลและไม่เป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีอาการ ค่าภาคหลวงและรายได้อื่นของแผ่นดิน
สถานการณ์ในเวลานี้จึงเต็มไปด้วยความเห็นที่แตกต่างจนยากจะหาข้อสรุปให้เป็นที่ยอมรับร่วมกันทั้งสองฝั่งได้ และหากปล่อยไปเช่นนี้ย่อมไม่เป็นผลดีที่จะเดินหน้าไปทางหนึ่งทางใด
สุดท้าย แรงกดดันที่จะตามมาในอนาคตย่อมมีแต่จะซ้ำเติมสั่นคลอนความเชื่อมั่นและเสถียรภาพของรัฐบาล คสช.ในช่วงโค้งสุดท้ายปลายโรดแมป
ยิ่งเวลานี้รัฐบาล คสช.กำลังเผชิญหน้ากับแรงเสียดทานจากรอบด้าน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและเรื่องการเร่งออกกฎหมายลูกเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง 2560 ซึ่งมีหลายประเด็นที่ยังเห็นต่างกันในสังคม
การพักยกเรื่องร้อนอย่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมเวลานี้ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็อาจช่วยลดแรงเสียดทานให้ คสช.ได้ไม่มากก็น้อย