วัดฝีมือ คสช.ไล่ปิดเว็บหมิ่น แค่สกัดแต่ไม่อาจสลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/467576

วัดฝีมือ คสช.ไล่ปิดเว็บหมิ่น แค่สกัดแต่ไม่อาจสลาย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์บ้านเมืองในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศท่าทีอันแข็งกร้าวพร้อมลุยตรวจสอบการใช้สื่อโซเชียลมีเดียไปในทางที่ก่อความเข้าใจผิดและบิดเบือนกระทบต่อความมั่นคง และเร่งติดตามความเคลื่อนไหวกลุ่มหมิ่นสถาบันเบื้องสูงที่หลบหนีไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มาลงโทษให้ได้

เริ่มที่ปฏิบัติการสกัดกั้นเว็บไซต์หมิ่นสถาบัน หรือเพจต่างๆ ที่เกลื่อนในโลกโซเชียลมีเดีย หัวหอกภารกิจหลักนี้ คือ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นที่ทราบกันดีว่าเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารในยุคโซเชียลมีเดียควบคุมได้ยากมาก ดังนั้นจำเป็นต้องหารือกับต้นทาง นั่นคือบริษัทที่จัดทำแอพพลิเคชั่น อาทิ กูเกิล ไลน์ เฟซบุ๊ก และยูทูบ เพื่อขอความร่วมมือเรื่องการโพสต์ แชร์ข้อความและภาพ ที่ไม่เหมาะสมในช่วงนี้ ทั้งกูเกิล ไลน์ เฟซบุ๊ก และยูทูบ ในฐานะที่บริษัทเหล่านี้มีเซิร์ฟเวอร์ในต่างประเทศ ที่สำคัญรัฐบาลต้องการรู้ต้นตอ หรือยูสเซอร์แอ็กเคานต์ หรือไอดีของมือโพสต์ เพื่อนำไปสู่การควานหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ จึงจำเป็นต้องหารือกับผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียที่มีสำนักงานในประเทศไทย

ผลการหารือปรากฏว่าได้รับความร่วมมืออย่างดี แต่ในทางปฏิบัติการจับกุมต้นตอมือโพสต์จริงๆ เป็นเรื่องยาก เพราะผู้กระทำผิดอยู่ต่างประเทศ จึงทำได้เพียงตามไล่ปิดไล่บล็อก พร้อมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับการร้องเรียน โดยสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1212 หรือการจัดตั้งศูนย์ไซเบอร์กองทัพบกที่เข้ามาช่วยภารกิจนี้

แต่ทุกวันนี้แม้รัฐบาลจะตามไล่ปิดเพจหรือเว็บไซต์ ก็กลับมาเปิดกันใหม่อีก จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะยาว เพราะไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ด้วยการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาไทย ดังนั้นการประสานขอความร่วมมือกับประเทศต้นทางที่ให้แหล่งกบดานแก่บุคคลเหล่านี้จึงกลายเป็นงานสำคัญของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่ใช้โอกาสในการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ หรือ ADMM Retreat ที่เวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในช่วงระหว่างวันที่ 16-17 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการขอความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้านให้ช่วยดำเนินการกับกลุ่มเคลื่อนไหวที่มีคดี 112 ติดตัว

จนกลายเป็นที่มากรณีที่ทางการสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวใช้มาตรการจริงจังกับผู้ต้องหาคดีอาญามาตรา 112 ด้วยการปิดคลื่นวิทยุที่คนกลุ่มดังกล่าวใช้โจมตีสถาบันและรัฐบาลไทย โดยทางการลาวเอาจริงกับกลุ่มดังกล่าว ในที่สุดต้องหยุดเคลื่อนไหวไป หรือล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาในเวทีการประชุมประชาคมข่าวกรองอาเซียน ที่มี รวี ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้ใช้โอกาสนี้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลงานข่าวกรองและประสานการจับกุมกับตามหาถิ่นกบดานของคนเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม โดยรวมในหลายๆ ประเทศที่บุคคลที่มีคดี 112 ติดตัว ยากมากที่จะนำตัวกลับมาดำเนินคดีในไทยได้ เพราะตั้งแต่รัฐบาล คสช.ตั้งชุดพิเศษที่มี “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาคดีความมั่นคงในราชอาณาจักร หรือคดี 112 ที่ล่าสุดได้ประสานกับ 7 ประเทศ ที่เป็นฐานกบดานของผู้ต้องหา 19 ราย ที่พบว่าเป็นผู้กระทำผิดที่ยังคงเคลื่อนไหวและกระทำการอันไม่บังควรอยู่ แต่ก็ยังไร้วี่แวว

เพราะท้ายที่สุดแล้วก็ไม่สามารถทำอะไรได้ คงได้เพียงประสานงานกับทางการทูต แต่ไม่อาจทำให้ประเทศต้นทางส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาได้แต่อย่างใด เช่นเดียวกับการหาทางสกัดกั้นเว็บไซต์หมิ่นสถาบัน หรือเพจต่างๆ ในโลกโซเชียลมีเดียคงยากที่จะไล่จับตัวมือโพสต์ ทำได้เพียงแค่บล็อกหรือปิดเว็บไซต์เหล่านี้ได้ชั่วคราว

ดังนั้น ในปฏิบัติการสกัดกั้นเว็บไซต์หมิ่นสถาบันกับภารกิจจับตัวผู้กระทำผิดคดี 112 จึงต้องติดตามอย่ากะพริบตาว่ารัฐบาล คสช.จะมีมาตรการไม้แข็งอะไรทยอยออกมาอีก เพราะลำพังการตามไล่ปิดไล่บล็อกเว็บไซต์ หรือไล่ตามจับกุมตัวคนผิดส่งเข้าเรือนจำ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น เพราะการใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวแก้ปัญหานี้ไม่ได้ยั่งยืน แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการใดออกมา สิ่งสำคัญ คือ ต้องหาแนวทางการแก้ปัญหาระยะยาวโดยอยู่บนพื้นฐานไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพประชาชนผู้บริสุทธิ์ จึงถือเป็นบทพิสูจน์ฝีมือ คสช.ว่าจะแก้ปัญหานี้ได้สำเร็จจริงมากน้อยแค่ไหน

 

Leave a comment