ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
01 ธันวาคม 2559 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/468101

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
เริ่มต้นนับเวลาถอยหลังสำหรับการทำงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. กับหน้าที่ผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปให้ออกมาสอดคล้องไปตามโรดแมปของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้วางไว้
โดยในวันที่ 30 พ.ย. สปท. มีคิวนัดแถลงผลงานครบรอบ 1 ปี ทว่าได้มีการปรับเปลี่ยนเป็นวันที่ 7 ธ.ค. เวลา 10.30 น. ซึ่งรวม 108 เรื่องการปฏิรูป ก่อนหมดวาระการทำงาน 120 วัน ตามมาตรา 266 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2559
ซึ่งเป็นฉบับผ่านการลงประชามติจากประชาชน โดยการดึงอำนาจปฏิรูปประเทศคืนให้กับ คสช. ในฐานะผู้เเต่งตั้งมา เพื่อกำหนดทิศทางการปฏิรูปประเทศต่อไปในอนาคตใหม่
สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในฐานะอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มองการทำงาน สปท. ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพร้อมอธิบายให้เห็นภาพ ว่า วัตถุประสงค์ของรัฐบาลในการจัดตั้งสปท.ขึ้นมา ก็เพื่อให้มาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แต่การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไม่ได้หมายความว่าลงไปปฏิรูป แต่หมายถึงมาดำเนินการจัดทำร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศ ตามที่ สปช.ได้กำหนดวาระไว้แล้ว
“ตอนที่ สปช.ทำงานมา และได้กำหนดวาระการปฏิรูปมีกี่วาระ เรื่องอะไรบ้าง และส่งให้รัฐบาล แต่เมื่อมี สปท.เขาก็ส่งเรื่องที่ สปช.ทำไว้ให้มายัง สปท. และ สปท.บางท่านเองก็เป็น สปช.มาก่อน จะรู้งานดี ว่างานที่ทำเป็นอย่างไร และมีอะไรบ้างต้องทำ ซึ่งเป็นเรื่องการทำงานทางความคิด ไม่ได้เป็นการลงไปปฏิรูป ไม่ใช่อำนาจหน้าที่”
ทั้งนี้ สปท.มีอำนาจหน้าที่ในการมาคิดต่อว่า ประเด็นต่างๆ จะขับเคลื่อนไปสู่การปฏิรูป หรือไปทำร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปได้อย่างไรบ้าง ซึ่งต้องไปดูตรงนั้น และถ้าจะดูก็ต้องดูว่าร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปทำไปแล้วกี่ฉบับ โดยทั้งหมดถือเป็นภารกิจการทำงานตรงของ สปท.
อย่างไรก็ดี หลังจากนี้อีกไม่กี่เดือน สปท.จะหมดวาระ ซึ่งเป็นไปตามร่างรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้แล้วก็จะเป็นไปตามนั้น และจากการติดตามการทำงาน สปท.ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโดยเฉพาะกฎหมายนั้น แม้จะมีการวิจารณ์ต่างๆ นานา แต่ถือเป็นเพียงส่วนหนึ่ง
สมบัติ ขยายความว่า เพราะเวลาคนที่ทำ คือ คณะกรรมาธิการในการพิจารณาร่างกฎหมายแต่ละฉบับ และกระบวนการทำก็จะมีการเชิญผู้เกี่ยวข้องเข้ามาให้ความเห็นด้านต่างๆ รวมถึงการปรับแก้ไข กระบวนการทำงานโดยตัวกระบวนการเอง มันมีความรอบคอบ รัดกุมอยู่ในตัว
อย่างไรก็ตาม เพราะต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็น อีกทั้ง ต้องเชิญหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปในการเสนอร่าง และเมื่อเสนอร่างแล้วต้องให้ที่ประชุมใหญ่พิจารณาอีก ซึ่งก็ถือว่าผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนอยู่พอสมควร เมื่อผ่านร่างแล้ว ยังต้องเสนอไปให้รัฐบาลตรวจสอบอีกที ก่อนเสนอให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถ้าหากว่าตรงกับที่รัฐบาลต้องการอย่างนี้เป็นต้น
“หากเปรียบเทียบการทำงานระหว่าง สปช. และ สปท. แม้ สปช.จะวางพื้นฐานมาทั้งหมด แต่ประเด็น สปช.ได้ถกกันแต่เริ่มต้น มีกรอบรัฐธรรมนูญกี่ด้าน แล้วแต่ละด้านจะต้องขับเคลื่อนปฏิรูปอะไรบ้าง มีการเก็บข้อมูลรวบรวมถกเถียง จนกระทั่งสรุป พร้อมทั้งมีการสัมมนาเพื่อสรุปเป็นประเด็น เป็นวาระต่างๆ ซึ่งมีผลงานเป็นเอกสารชัดเจนว่าทำงานอะไรไปบ้าง ก่อนส่งให้กับรัฐบาล”
สมบัติ อธิบายต่อว่า จากนั้นรัฐบาลส่งวาระต่างๆ มาให้กับ สปท. โดย สปท.ส่วนหนึ่งเป็นคนเก่าทำงานมาแล้วก็จะรู้ว่ามีอะไรอยู่บ้าง แล้วส่วนที่มาใหม่ไม่ต้องไปคิดอะไรในเรื่องอื่น เพราะมีวาระต่างๆ ให้ศึกษาแล้วดำเนินงานต่อได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะคิดเรื่องอื่นไม่ได้
อย่างไรก็ดี หากสมาชิก สปท.มีความเห็นต้องการเสนอเรื่องอื่นๆ แล้วที่ประชุมเห็นด้วย ก็สามารถเติมเรื่องอื่นนั้นเข้าไปได้ แต่มันมีเรื่องหลักๆ ที่ สปช.ได้ศึกษาและสรุปไว้แล้ว เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการ ในการจะพัฒนาต่อไปให้เป็นร่างกฎหมายสำหรับการปฏิรูปประเทศ
สมบัติ ยอมรับว่า ความยากในการทำงานสมัย สปช.ขณะนั้น เดิมคิดว่าจะผลักดันให้ออกมาเป็นร่างกฎหมายเลย แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาล โดยให้ สปช.หมดวาระ ยุติบทบาทลง ดังนั้น ก็จำเป็นต้องสรุปเพียงเฉพาะประเด็น คือ ระหว่างนั้นมีบางเรื่องที่สามารถผลักดันทำออกมาเป็นร่างกฎหมายได้บางร่างออกไปแล้ว
สมบัติ บอกต่อว่า แต่จริงๆ ตั้งใจว่าทุกประเด็นต้องมีร่างกฎหมายออกมาหมด แต่เมื่อรัฐบาลกำหนดแบบนั้นให้ยุติบทบาท จำต้องสรุปประเด็นแล้วนำเสนอ สิ่งที่ สปท.จะทำต้องนำประเด็นต่างๆ เหล่านั้นมาขับเคลื่อนต่อให้เป็นร่างกฎหมายเป็นต้น ดังนั้น ต้องไปดูว่า สปท.สามารถทำเป็นร่างกฎหมายได้กี่ฉบับที่เกี่ยวข้องกับประเด็นต่างๆ เหล่านั้น
อดีตสมาชิก สปช. มั่นใจว่า งานที่ สปช.เคยศึกษาไว้ สปท.จะสามารถผลักดันออกมาได้เป็นรูปธรรมเพื่อตอบโจทย์ต่อการปฏิรูปประเทศ เพราะเท่าที่ทราบมา วาระ สปท.ได้ขับเคลื่อนไปตามแนวทาง สปช.ได้สรุปไว้ ดังนั้นจึงไม่มีข้อกังวลอะไร เนื่องด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กำหนดเรื่องยุทธศาสตร์การปฏิรูปไว้ชัดเจน
สมบัติ ระบุด้วยว่า ฉะนั้นรัฐบาลที่เข้ามาใหม่ ก็จะมีองค์กรทำหน้าที่เรื่องยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศ และส่วนตัวคงไม่ฝากอะไรเพิ่มให้กับ สปท. เพราะด้วยจะครบ 1 ปีของการทำงาน และอีกไม่นาน สปท.ก็จะต้องมีการสรุปรายงานออกมาว่าทำอะไรไว้บ้าง ซึ่งต้องไปรอดูผลตรงนั้นว่าระยะเวลาที่ผ่านมานั้นมีผลงานอะไรบ้าง ซึ่งไม่ต่างจากตอน สปช.ครบวาระ
“เมื่อรู้ว่าหมดวาระการทำงานก็จะต้องสรุปสิ่งที่ทำมาทั้งหมด แล้วเสนอต่อรัฐบาล และก็รู้ว่าวาระหมดเมื่อไหร่ ดังนั้น ต้องเตรียมจัดทำสรุปว่าตลอดระยะทำงาน สปท. ได้ดำเนินการอะไรไปบ้าง”