ร่าง พ.ร.บ.Milk Code ตลาดนมผงปั่นป่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/821514


ร่าง พ.ร.บ. Milk Code หลักการดี…แต่ต้องแก้ไขรายละเอียดเสียงสะท้อนทักท้วงจากเครือข่ายหมอเด็ก กุมารแพทย์ที่มีแนวคิดตอกย้ำหัวใจสำคัญที่ว่า…ต้องคุมการตลาดนมผงทารก 0-1 ปี แยกคุมสูตรนมทารกและเด็กเล็กออกจากกันให้ชัดเจน พร้อมกับรัฐบาลจะต้องสร้างแผนเสริมสร้างภาวะโภชนาการสมบูรณ์ให้กับเด็กทุกวัย

เลี่ยงไม่ได้ที่ ร่าง พ.ร.บ. Milk Code จะกลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาอีกครั้งด้วยเกี่ยวพันกับการผลักดันร่างพระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. ….

เมื่อเครือข่ายกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆจากแพทยสภา, ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย, สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย, ชมรมโภชนาการเด็กแห่งประเทศไทย, ชมรมเวชศาสตร์ทารกแรกเกิดแห่งประเทศไทย และสมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืดและวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย

รวมพลังกันแสดงความเห็นต่อสาธารณะเพื่อชี้ประเด็นปัญหาและแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมในการปรับปรุงแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้

ความเคลื่อนไหวแบบนี้ถือว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่กุมารแพทย์ระดับบิ๊กใต้ฟ้าเมืองไทยจะมารวมตัวกันเช่นนี้ แน่นอนว่าสังคมต้องฉายสปอตไลต์ดวงโตส่องมองให้ทะลุครบทุกมิติต้นตอปัญหา

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ “สังคม” จะเพิกเฉยเสียแล้ว

หลักใหญ่…ยืนยันไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจนมผง แต่ออกมาเคลื่อนไหวเพราะต้องการให้มีการรับฟังอย่างเข้าอกเข้าใจเพื่อปรับแก้ในรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ.อย่างรัดกุมไม่ให้ส่งผลกระทบในทางปฏิบัติ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ การเจริญเติบโต และพัฒนาการของเด็กโดยเฉพาะวัย 1-3 ปี

รวมถึงอาจจำกัดสิทธิทางวิชาการ การให้ความรู้ และการวิจัย ซึ่งส่งผลเสียต่อการพัฒนาองค์ความรู้ของประเทศ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ไกรสิทธิ์ ตันติ-ศิรินทร์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายอาหารและโภชนาการองค์การอาหารและเกษตร แห่งสหประชาชาติ (FAO) สำนักงานใหญ่ที่กรุงโรม และ ศาสตราจารย์ นายแพทย์พิภพ จิรภิญโญ ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยและนายกสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ต่างแสดงเจตจำนงชัดเจนว่า เครือข่ายกุมารแพทย์ยอมรับและเห็นด้วยกับเจตนารมณ์ของร่างพระราชบัญญัติที่ต้องการส่งเสริมให้ทารกไทยได้รับ “นมแม่” เพราะเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก

การมีกฎหมายนี้จะช่วยลดการส่งเสริมการตลาดที่ไม่เหมาะสมโดยเฉพาะสำหรับอาหารทารกแต่ก็มีข้อห่วงใยในรายละเอียดบางประการ โดยเฉพาะการที่ ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็กจะครอบคลุมไปถึงเด็กเล็กอายุ 1–3 ปี เป็นการปักหมุดแก้ปัญหาไม่ตรงจุด และอาจส่งผลกระทบภาวะโภชนาการของเด็กเล็ก

กลุ่มกุมารแพทย์จึงเสนอให้แก้ไขช่วงอายุเป็น การควบคุมเฉพาะอาหารทารกแรกเกิดถึง 1 ปีเท่านั้น เพราะช่วงปีแรกของทารกเป็นช่วงวัยที่ควรได้รับการส่งเสริมให้ทารกได้รับนมแม่ล้วนๆ อย่างน้อย 6 เดือน…จากนั้นเริ่มให้อาหารตามวัยร่วมกับนมแม่
แต่ในช่วงวัยเด็กเล็ก 1-3 ปีเป็นวัยที่เด็กรับประทานอาหารหลักได้วันละ 3 มื้อ นมแม่ลดบทบาทไปเป็นอาหารเสริม และแพทย์ได้แนะนำให้กินนมเสริมโภชนาการวันละ 2-3 มื้อเพื่อเสริมแคลเซียมและสารอาหารอื่นๆที่จำเป็นต่อการเติบโต เช่น เหล็ก สังกะสี ฯลฯ ซึ่งเด็กอาจได้รับไม่เพียงพอจากอาหารหลักประจำวัน

การเติบโตของเด็กเล็กในช่วง 1-3 ปีเป็นช่วงสำคัญ อาหารหลักและอาหารเสริมต้องควบคู่กัน และนมสำหรับเด็กเล็กเป็นอาหารเสริมที่มีคุณค่าโภชนาการครบถ้วน จึงควรมีการแก้ไขขอบเขตของอาหารที่จะถูกควบคุมให้มีความเฉพาะเจาะจงที่…นมผสม หรืออาหารสำหรับทารกอายุไม่เกิน 1 ปี เท่านั้น

ไม่เช่นนั้นข้อห้ามจะครอบคลุมนมผสมซึ่งเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและสุขภาพเด็กอายุ 1-3 ปี แต่ไม่ครอบคลุมอาหารอื่นๆ ที่วัยนี้กินได้ทั่วไปที่ไม่มีประโยชน์เท่านม

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ย้ำว่า การส่งเสริมให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่มากขึ้นต้องใช้หลายยุทธศาสตร์ในการแก้ไข ไม่ใช่การออกกฎหมายเพียงอย่างเดียวแล้วจบปัญหา แต่ต้องมียุทธศาสตร์ที่ใช้ทั้งมาตรการบังคับคือ กฎหมาย และมาตรการที่ไม่บังคับ

เช่น ข้อกำหนด การเจรจา และการสร้างความร่วมมือ บ่อยครั้งที่ความต้องการแก้ปัญหาจุดเดียวกลับกลายเป็นการก่อปัญหาอื่นๆตามมา

“กุมารแพทย์ทุกคนในประเทศไทยมั่นใจได้ว่า ทุกคนสนับสนุนและส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แน่นอน แต่การออกกฎหมายใหม่นี้ รัฐต้องใช้การรับฟังข้อมูลรอบด้าน ฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ ไม่มีอคติ ร่าง พ.ร.บ.ไม่ควรกำหนดครอบคลุมมาถึง 3 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่นมแม่ไม่ใช่อาหารหลักและเป็นวัยที่ควรได้รับการส่งเสริมภาวะโภชนาการทั้งจากอาหารหลักและอาหารเสริมที่มีคุณค่า ความรู้ด้านโภชนาการสำหรับเด็กวัยนี้ต้องเข้าถึงครอบครัว แม่และผู้เลี้ยงดูเด็กอย่างถูกต้องและทั่วถึง”

คุณหมอไกรสิทธิ์ บอกอีกว่า ตอนนี้มีแนวทางจากที่ประชุมว่าด้วยภาวะโภชนาการโลกซึ่งจัดประชุมเมื่อปลายปี 2557 ให้มีการแยกสูตรนมใหม่ตามช่วงอายุโดยเด็ดขาดคือ 0-1 ปี และ 1-3 ปี เพื่อเป็นกลไกส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และ WHO ยังระบุว่า กลไกส่งเสริมดังกล่าวให้ใช้กลไกของ CODEX

นั่นคือ “ฉลาก” ดูข้อมูลที่บอกคุณค่าและมีการติดตามผลการเจริญเติบโต ซึ่งคณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหารโลก FAO/WHO หรือ CODEX รับเรื่องนี้ไว้ และได้จัดทำมาตรฐานสากลของส่วนผสมในนมผง แยกสูตรนมเสร็จสิ้นแล้ว

ภายใน 2 ปีจากนี้…จะสามารถประกาศใช้และมีผลต่อการผลิตอาหารทารกและเด็กเล็ก ผลก็คือสินค้ากลุ่มนี้จะทำการตลาดคร่อมอายุไม่ได้ หากผู้ผลิตรายใดละเมิดกฎหมายต้องลงโทษสูงสุด

ถึงตรงนี้ เป้าหมายสูงสุดก็คือ…“โภชนาการเด็กที่ดี”

เครือข่ายกุมารแพทย์ยังเสนอให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการสร้างแนวทางที่เรียกว่า “Healthy Diet” โดยการร่วมมือกันให้ข้อมูลความรู้เรื่องโภชนาการของทารกและเด็กเล็กให้ครบถ้วนและถูกต้อง

การมีกฎหมายการควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกเป็นเรื่องดีที่จะช่วยป้องกันการส่งเสริมการตลาดแบบไม่เหมาะสม แต่กฎหมายก็ต้องไม่กระทบสิทธิและเสรีภาพของทารกและครอบครัวในการรับความรู้เรื่องโภชนาการที่เหมาะสมกับวัย เพื่อเป็นแนวทางตัดสินใจอย่างมีความรู้ของพ่อแม่

แต่ต้องไม่ลืมหัวใจสำคัญว่า “การเจริญเติบโต”…“พัฒนาการ” และ “สุขภาวะ” ที่ดีของทารกและเด็กเล็กเป็นจุดมุ่งหมายของทุกคน.

 

Leave a comment