ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ธ.ค. 2559 15:10
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823577

“ภาวะการส่งออกในปีนี้ค่อนข้างผันผวน แต่ยังไม่กล้ายืนยันว่าการส่งออกในปีหน้าจะเติบโตได้มากน้อยเพียงใด คงต้องรอดูสถานการณ์ในช่วง Q1/60 ว่าราคาน้ำมันและทองคำจะเป็นอย่างไร” นางคงฤทธิ์ กล่าว
พร้อมระบุว่า ในปีหน้าหวังว่าปัจจัยสำคัญเรื่องราคาน้ำมันค่อนข้างนิ่ง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีเสถียรภาพ ขณะที่ผู้ส่งสินค้าทางเรือมียอดจองตู้ค่อนข้างแน่น
ด้าน นายวัลลภ วิตนากร รองประธาน สรท. คาดว่า ในปี 60 การส่งออกสินค้าเกษตรจะมีราคาเพิ่มขึ้น เช่น ข้าว โต 2% แต่น่าเป็นห่วงหากมีปริมาณการผลิตเพิ่มมากขึ้น, ยางพารา โต 8%, มันสำปะหลังโต 3% ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์โต 8% ขณะที่ยอดส่งออกรถยนต์ตั้งเป้าไว้ที่ 1.22 ล้านคัน
ทั้งนี้ กำลังผลักดันให้นำสินค้าบางประเภทออกจากการพิจารณาเรื่องภาวะการส่งออก เช่น ทองคำไม่ขึ้นรูป เนื่องจากเป็นเรื่องของการค้าไม่ใช่การผลิตสินค้าเพื่อส่งออก ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้น่าจะเหมาะสม เพราะราคาทองคำไม่มีผลต่อภาวะการค้าระหว่างประเทศเหมือนช่วงก่อนหน้านี้
ขณะที่ นายนพพร เทพสิทธา ประธาน สรท. กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้ สรท. คาดการณ์ส่งออกในเดือน พ.ย.59 ผิดพลาดไป มาจากปัจจัยเรื่องราคาน้ำมัน, ทองคำ และยอดสั่งสินค้าที่สูงกว่าเดือน ต.ค. ซึ่งผิดไปจากทุกปีที่ผ่านมา เพราะมีการตุนสินค้าล่วงหน้า พร้อมมองว่า ทิศทางการส่งออกของไทยที่ดีขึ้นมาจากปัจจัย 1. สินค้าที่มีความหลากหลาย 2. การดูแลอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ทำให้เกิดเสถียรภาพ ไม่ผันผวน และ 3. ความมั่นคงทางการเมือง แต่ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยที่น่าเป็นห่วง คือ ความอ่อนไหวของราคาสินค้าในหมวด commodity ที่กำหนดโดยตลาดต่างประเทศ
“แม้ทั่วโลกจะมีความหวังว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัว แต่ยังมีหลายปัจจัยเสี่ยง เช่น บริบททางการค้าระหว่างประเทศในปีหน้าจะเปลี่ยนไปหลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จัดตั้งสภานโยบายการค้าต่างประเทศของสหรัฐฯ ขึ้นมาเพื่อดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้า โดยไม่สนใจองค์การการค้าโลก หรือสหประชาชาติ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเผชิญหน้ากันรุนแรงมากขึ้น โดยสภานโยบายการค้าฯ จะหยิบยกประเด็นต่างๆ ขึ้นมาเจรจาต่อรองกับประเทศต่างๆ เช่น ประเทศที่ผลิตสินค้าด้วยแรงงานผิดกฎหมาย, ประเทศที่ผลิตสินค้าทำลายสิ่งแวดล้อม, ประเทศที่รัฐออกระเบียบส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ลอบสังหารทูตรัสเซียในตุรกีที่มหาอำนาจต่างแย่งชิงเพื่อจับขั้วการเมืองใหม่ ตลอดจนภัยพิบัติทางธรรมชาติที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น” นายนพพร กล่าว
ทั้งนี้ ในการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ซึ่งจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ทางการค้า
ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนในปีหน้านั้น คงต้องดูปัจจัยเรื่องการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งคาดว่าน่าจะอยู่ในกรอบ 36-37 บาทต่อดอลลาร์ แต่สถานการณ์เรื่องค่าเงินของไทยไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระดับหนึ่ง.