พระศาสนากับองค์กร ความสัมพันธ์ที่ขัดแย้ง!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2560 เวลา 10:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/474420

พระศาสนากับองค์กร ความสัมพันธ์ที่ขัดแย้ง!!!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา เริ่มต้นสู่ปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๐

ชาวพุทธส่วนใหญ่ชักชวนกันเข้าวัดทำบุญ ได้รับศีลบูชาธรรมเพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต

ในพุทธศาสนาของเราสั่งสอนให้รู้จักจัดความสัมพันธ์ที่เกื้อกูล เพื่อการสำเร็จประโยชน์ตามปรารถนา อย่างเป็นเหตุ เป็นผลต่อกัน โดยอาศัยความเข้าใจ เชื่อมั่นในกฎแห่งกรรมมาเป็นหลักการกำหนดธรรมวิธี ที่ให้เกิดความสำเร็จประโยชน์ได้จริง ไม่สุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง จนสูญเสียดุลยภาพแห่งความสัมพันธ์ที่จะก่อให้เกิดผลตามปรารถนา

จะสวดมนต์ ก็จักไม่สวดจนเมามาย จะทำทาน ก็ต้องพิจารณาให้เข้าใจถึงคุณประโยชน์ที่แท้จริง โดยยึดหลักบริสุทธิ์ ๓ ประการ คือ วัตถุทาน บุคคล และเจตนา จะภาวนาก็ต้องมุ่งเพื่อการเจริญเติบโตของสติปัญญา แม้จะรักษาศีลก็เพื่อความดับเย็น ไม่เป็นไปเพื่อติรัจฉานทั้งปวง

พระพุทธศาสนาจึงจัดหลักความสัมพันธ์เพื่อสร้างดุลยภาพ-ดุลยธรรมให้เกิดขึ้นในจิตหนึ่งด้วยการวางหลักศึกษาปฏิบัติครบ ๓ ด้าน คือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือพูดพอเข้าใจในชั้นคฤหัสถ์ ได้แก่ ทาน ศีล ภาวนา ทั้ง ๓ หลัก ที่เรียกว่าไตรสิกขานั้น จะสำเร็จได้ด้วยการปฏิบัติ คือ ต้องทำเอง ตามหลักพึ่งตน-พึ่งธรรม

พระพุทธศาสนาจึงไม่สั่งสอนให้สัตว์โลกสิ้นคิด แต่จะต้องคิดให้เป็น คิดให้ถูกต้อง คิดให้ถูกธรรม คิดให้ตรงวิธีที่คิดพิจารณาจนเกิดปัญญา เมื่อชีวิตมีปัญญา การจะพูด การจะทำก็จะดำเนินไปอย่างมีปัญญา ตัวปัญญานี้แหละเป็นตัวกุศลธรรมแท้จริงในพระพุทธศาสนา

ปัญหาของศาสนิกชนในบ้านเรา คือ การพัฒนาจิตไม่ถูกวิธี คิดไม่เป็น คิดไม่ตรงธรรม จึงนำไปสู่การปฏิบัติที่ผิดมรรคผิดผล แม้จะเข้าวัด ทำบุญ รับศีล ฟังธรรม เจริญภาวนา

เมื่อคิดไม่เป็น คิดไม่ถูกวิธีแห่งปัญญา ปัญญาจึงไม่เกิดขึ้น ในความเชื่อมั่นนั้น จึงลดระดับความศรัทธาลงมาเป็นความเชื่อ และหลงเชื่อในบุคคล วัตถุ ตำรา มากกว่าคำสอน ความหมาย และความรู้ตามปัญญาญาณ

อันตรายจึงเกิดขึ้นจากการเข้าสู่ศาสนาเพื่อทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา ด้วยขาดความเข้าใจในประโยชน์ที่แท้จริงของพุทธศาสนา ที่สรุปธรรมลงที่ สติปัญญา เพื่อ ญาณทัสสนวิสุทธิ

หลากหลายอาจารย์ มากสำนักในเขตพระศาสนา มุ่งกันแข่งขันทางด้านการสร้างวัตถุ โดยมีพระเป็นผู้นำอำนวยการจัดสร้าง และคณะสาวกวางแผนจำหน่ายจนเกิดตลาดการค้าขายบุญ ขายวัตถุมงคลขึ้น จนแปรสภาพเขตพุทธธรรม เป็นพุทธพาณิชย์

ธรรมะจึงเริ่มไร้จิตวิญญาณ การแสดงธรรม การสอนธรรม จึงไม่ซาบซึ้งกระทบใจให้เกิดปีติสุข ดังในสมัยพระเถระผู้มีศีลบริสุทธิ์ เคร่งครัดในพระวินัย เคารพในธรรม

ความรู้สึกซาบซึ้งในรสแห่งพระธรรม จึงไม่ปรากฏในจิตวิญญาณของบุคคลที่เข้ามาสู่พระศาสนานี้ ไม่ว่าพระภิกษุหรือคฤหัสถ์ ที่สุดจึงแห้งแล้งอำนาจธรรม เหือดแห้งศรัทธาธรรม ความอ่อนแอจึงปรากฏในศาสนบุคคล ศาสนองค์กร ศาสนจักร

วันนี้แห่งการเริ่มต้นชีวิตเข้าสู่ปีใหม่ จึงควรที่ทุกฝ่ายจะได้ช่วยกันศึกษา วิเคราะห์ วิจัย สถานการณ์รอบด้านพระศาสนาที่มีทั้งบวกและลบ เพื่อจัดทำแผนงานพัฒนาสถาบันสงฆ์ องค์กรพระศาสนา คุณภาพพระภิกษุ อุบาสก อุบาสิกา ให้สอดคล้องสัมพันธ์กันอย่างมีดุลยธรรม ภายใต้พระธรรมวินัยที่เป็นหนึ่งเดียว จะได้ไม่ต้องให้นายกรัฐมนตรีประยุทธ์มากล่าวตำหนิได้ว่า “คำสอนที่ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้ามีตั้งหลายอย่าง ไม่เห็นประเทศไหนเขาทำกันแบบนี้ ความเชื่อในรูปแบบธุรกิจ ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจ อยู่กับความร่ำรวยมีที่ไหน วัดไหนเขาสอนแบบนี้บ้าง”

เจริญพร

Leave a comment