ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
01 มกราคม 2560 เวลา 10:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/473321

โดย…ส.คนจริง
การแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ เมื่อวันที่ 29ธ.ค. 2559 โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นั้น เป็นการแก้ปัญหาเรื่องแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ว่าเป็นหน้าที่ใครในการทูลเกล้าฯ ให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนา
ประเด็นที่ต้องขบคิดต่อ คือ จะเสนอพระเถรรูปใดให้ได้รับการโปรดเกล้าฯ สถาปนา โดยใช้หลักเกณฑ์อะไร ระหว่างบวชก่อน เรียกว่าอาวุโสโดยพรรษา หรือเป็นสมเด็จพระราชาคณะก่อน เรียกว่าอาวุโสโดยสมณศักดิ์
หรือยกกฎเกณฑ์ทั้งมวลออก เสนอนามพระเถระผู้มีวัตรปฏิบัติงดงาม เป็นหลักชัยให้ชาวพุทธ เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาปสาทะให้ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ทั้งนี้โดยคำนึงถึงความเหมาะสมในพระราชพิธีและกิจการใหญ่น้อยอันจะพึงมีในอนาคต
สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร)
ปัจจุบันมีสมเด็จพระราชาคณะ 8 รูป เรียงลำดับอาวุโสโดยสมณศักดิ์ คือ 1.สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง) 2.สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต) 3.สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร) 4.สมเด็จพระวันรัต (จุนท์) 5.สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย) 6.สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์) 7.สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท) และ 8.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2559 สมาชิก สนช.ลงมติเอกฉันท์ 182 เสียง งดออกเสียง 6 เสียง เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับแก้ไข ให้การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ จากปัจจุบันการแต่งตั้งต้องผ่านขั้นตอนการให้ความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม (มส.)
เมื่อแก้ไขแล้ว จะเสนอชื่อผู้เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ต้องไปดูวิธีปฏิบัติเมื่อ พ.ศ. 2517 ตอนนั้นกระทรวงศึกษาธิการทำหน้าที่เหมือนสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในขณะนี้ คือ เมื่อได้ชื่อสมเด็จพระราชาคณะที่อาวุโสโดยพรรษาหรือสมณศักดิ์ว่าสมควรเสนอเพื่อโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ ครม.ถวาย มส.เพื่อทราบสังฆทัศนะก่อน และสังฆทัศนะจาก มส.ว่าดังนี้ การที่ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชนั้น สุดแต่พระราชอัธยาศัย เมื่อทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระมหาเถระรูปใด คณะสงฆ์พร้อมที่จะรับสนองพระเดชพระคุณตามพระบรมราชโองการนั้น
สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย)
ส่วนมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.สงฆ์ฉบับแก้ไขวันที่ 25 ก.พ. 2535 แต่ไม่ทันใช้ ก็ถูกแก้ไขเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2559 นั้น บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง เมื่อสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะที่อาวุโสโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช รวมทั้งแนวปฏิบัติกรณีที่ผู้อาวุโสทำหน้าที่ไม่ได้
บทบัญญัตินี้สร้างภาระให้ มส.ต้องมีหน้าที่พิจารณาว่าพระเถระรูปใดควรเป็นสมเด็จพระสังฆราชแล้วเสนอไปให้นายกรัฐมนตรี เพื่อนำทูลเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
กลายเป็นการแทงกั๊กระหว่าง มส.กับนายกรัฐมนตรี เพราะ มส.มีหน้าที่ แต่ไม่มีอำนาจ ส่วนนายกรัฐมนตรี มีอำนาจ แต่ไม่มีหน้าที่ เรื่องจึงเอ้อระเหยมาจะครบปีแล้ว
สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์)
ดังนั้น เมื่อ สนช.เสนอแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2559 เท่ากับถอดสลักให้นายกรัฐมนตรีรวบทั้งอำนาจและหน้าที่ไว้ในตัวคนเดียว
เสียดายอยู่อย่างเดียวที่มาตรา 7 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับแก้ไข พ.ศ. 2535 นั้น ยังไม่ได้ใช้กับสมเด็จพระราชาคณะรูปใด ก็ถูกโละทิ้งเสียแล้ว
เอาเป็นว่านับแต่นี้ มส.หมดหน้าที่ หรือไม่ต้องแสดงสังฆทัศนะในการเลือกประมุขสูงสุดของคณะสงฆ์ เพราะอำนาจอยู่ที่พระมหากษัตริย์และนายกรัฐมนตรีเท่านั้น
คำย่อ มหาเถรสมาคม ว่า มส. จึงควรแปลว่า หมดสิทธิ
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท)
สมเด็จพระวันรัต (จุนท์)
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต)
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตโต)