ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/253315
การเมือง : 22 ธ.ค. 2559
ชาญชัย” ร้อง “บิ๊กตู่” เร่งใช้ พรบ.ปปช.ให้ได้ผล
“ชาญชัย” ร้อง “บิ๊กตู่” เร่งใช้ พรบ.ปปช. ให้ได้ผล เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ย้ำใช้มาแล้ว 5 ปี แต่กฎหมายมีสภาพตาย
22 ธ.ค.59-นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์และอดีตรองประธานคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปช.) สภาผู้แทนราษฎร แถลงเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ให้แก้ไข ในเรื่องการละเว้นการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานของรัฐว่า ที่ผ่านมามีการสำรวจ ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นของไทยมีการพบว่าสูงถึงปีละ 3 แสนล้านบาท ถ้าหากข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ร่วมมือด้วยการโกงก็ไม่สำเร็จ ซึ่งมีคนไม่ดีเป็นแค่ส่วนหนึ่ง เพราะส่วนใหญ่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อทราบก็จะร้องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่ที่ผ่านมา ป.ป.ช. กลับโยนเรื่องกลับไปให้หน่วยงานต้นสังกัดไปตรวจสอบ เช่นกรณีอาจารย์ในมหาวิทยาลัยราชภัฎต่างๆทั่วประเทศหรือสถาบันการศึกษา ที่พบเห็นการทุจริตงบประมาณ เมื่อร้องเรียน ไปยังหน่วยงานต่างๆ ก็จะถูกส่งเรื่องกลับมาให้สภามหาวิทยาลัยพิจารณา ที่สุดกลับกลายเป็นว่าคนร้องทุจริตกลับถูกให้ออกจากทราชการ หรือถูกเลิกจ้าง โดยผู้บังคับบัญชา หรืออธิการบดี
นายชาญชัยกล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้มีบังคับใช้มาแล้วถึง 5 ปี อยู่ในมาตรา 103/4 และ 103/5 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. ที่มีสาระสำคัญสรุปว่า หากเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือข้าราชการร้องเรื่องทุจริตต่อกรรมการ ป.ป.ช. ก็ต้องดำเนินการและสมควรยกย่องบุคคลดังกล่าวให้เป็นแบบอย่าง แก่เจ้าหน้าที่รัฐและสังคม พร้อมทั้งเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องขั้นเงินเดือน และตำแหน่งให้บุคคลนั้นเป็นกรณีพิเศษ และหากยังให้ทำหน้าที่ในหน่วยงานเดิม ก็อาจถูกกลั่นแกล้งหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ดังนั้น ป.ป.ช. ต้องเสนอต่อนายกรัฐมนตรี พิจารณาสั่งการให้คุ้มครอง หรือให้ย้ายสังกัด กระทรวง ทบวง กรม โดยยังให้เขาได้รับอัตราเงินเดือน ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจว่า ป.ป.ช.ไม่ได้บังคับใช้กฎหมายฉบับนี้มาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา จนกฎหมายกลายเป็นกฎหมายตาย เพราะไม่มีผลบังคับใช้จริง ตนจึงต้องแถลงเรียกร้องเรื่องนี้ต่อสังคม และพล.อ.ประยุทธ์ ทั้งที่จริงๆแล้วข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับล่างที่กล้าแจ้งเบาะแสให้ข้อมูลร้องเรียนการทุจริตที่เกาะกินสังคมไทย ควรจะถูกยกย่องให้เป็นเยี่ยงอย่างและสร้างกระแสที่ดีต่อสังคม แต่กลับเสี่ยงต่อการถูกกลั่นแกล้งและปองร้ายจากกระบวนการคนโกง
“ตามกฎหมายระบุให้เมื่อร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.แล้ว ต้องให้มีการตั้งกรรมการสอบสวนโดยทันที และต้องส่งเรื่องให้นายกฯพิจารณา ผมเห็นว่าหากรัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาทุจริตคอรัปชั่นตามนโยบายรัฐที่ออกมา เร่งใช้กฎหมายนี้ให้เกิดผล สามารถทำได้ทันที ไม่ต้องใช้ ม.44 หรือเขียนกฎหมายใหม่ เพราะกฎหมายนี้มีอยู่แล้ว ทั้งนี้หลังจากนี้ หากมีเรื่องร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. และ หากมีข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐส่งเรื่องร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.และ ป.ป.ช.ไม่ดำเนินการใด ก็จะมีผู้ร้องว่า ป.ป.ช.ละว้นการปฏิบัติหน้าที่ ขอให้นายกรัฐมนตรีเร่งดำเนินการเรื่องนี้ให้เป็นของขวัญปีใหม่เพราะเป็นเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม ต้องปลุกขวัญให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ดีๆ ขึ้นมาทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ตนไม่หวังว่า จะช่วยลดทุจริตได้เป็นแสนล้าน แต่ขอให้กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้จริง ไม่ใช่เป็นกฎหมายที่ตาย ซึ่งทราบว่า กรธ. ที่อยู่ระหว่างการยกร่าง พ.ร.บ. ป.ป.ช. ก้จะใส่มาตรา 103/4และ 103/5 เดิม ไปอยู่ในมาตรา 148และ 149 แต่ไม่ว่าระร่างกฎหมายดีมาอย่างไรก็ตาม หากไม่มีการนำมาบังคับใช้จริง ก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น ทั้งนิ้ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้ทำบันทึก ถึงกฎหมายนี้ส่งตรงถึงนายกฯ อีกทางหนึ่งแล้วเช่นกัน” นายชาญชัยกล่าว.
