ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ธ.ค. 2559 02:30
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/825129

รถที่มีการใช้อัตราความเร็วสูงที่สุด คือ รถตู้โดยสารประจำทาง (ความเร็วสูงสุด 124 กม./ชม.) รองลงมา คือ รถบัสโดยสารประจำทาง (ความเร็วสูงสุด 114 กม./ชม.) เร่งติดตามตัวผู้กระทำความผิดให้เข้ามารายงานตัวเพื่อชำระค่าปรับตามกฎหมาย ซึ่งมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท พร้อมบันทึกประวัติไว้ที่ศูนย์ข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะเพื่อตรวจสอบและป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำความผิดซ้ำ
อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการติดตามตรวจสอบการเดินรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกด้วยระบบ GPS Tracking ผ่านศูนย์บริหารจัดการเดินรถด้วยระบบ GPS จากจำนวนรถทั้งหมด 125,510 คัน พบการใช้ความเร็วเกินกำหนด จำนวน 1,431 คัน คิดเป็นร้อยละ 1.14 ของจำนวนรถทั้งหมด โดยเป็นรถโดยสารประจำทาง จำนวน 604 คัน รถโดยสารไม่ประจำทาง จำนวน 669 คัน รถบรรทุกไม่ประจำทาง จำนวน 84 คัน และรถบรรทุกส่วนบุคคล จำนวน 74 คัน โดยศูนย์ฯ GPS แต่ละจังหวัด พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตรวจการขนส่งทางบก ลงพื้นที่ตรวจสอบและยับยั้งพฤติกรรมเสี่ยง พร้อมประสานผู้ประกอบการและผู้ขับรถให้รับทราบปัญหาและหามาตรการแก้ไขปัญหาในระยะยาวอย่างยั่งยืน แต่หากเป็นการกระทำผิดซ้ำซากพิจารณาลงโทษตามกฎหมายขั้นสูงสุด ต่อไป
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องควบคุมการให้บริการ ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการเดินรถ ห้ามเก็บอัตราค่าโดยสารเกินอัตราที่กำหนด ห้ามบรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่งโดยเด็ดขาด ให้เดินรถเริ่มต้นออกจากสถานีขนส่งผู้โดยสารและต้องส่งผู้โดยสารถึงที่หมายด้วยความสะดวกและปลอดภัย ด้านพนักงานขับรถต้องไร้สารเสพติด แอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ และขับรถไม่เกินชั่วโมงการทำงานตามที่กฎหมายกำหนด หากขับรถติดต่อกันครบ 4 ชั่วโมง ต้องพักเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 นาที จึงจะสามารถขับรถต่อไปได้อีกไม่เกิน 4 ชั่วโมงติดต่อกัน เมื่อครบระยะเวลาดังกล่าว ต้องเปลี่ยนคนขับทันที นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือผู้ประกอบการกำชับพนักงานขับรถให้ใช้ความระมัดระวังในการขับรถผ่านเส้นทางที่เป็นจุดเสี่ยงที่อาจเกิดอุบัติเหตุขึ้น เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง