รูดม่านข่าวเศรษฐกิจปี 59 ปีแห่งการ “ช็อกโลก บิ๊กเซอร์ไพรส์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/824817


นอกเหนือจากความวิปโยคเศร้าโศกของปวงชนชาวไทยและของโลกที่มีต่อการเสด็จสู่สวรรคาลัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 แล้ว ตลอดปี 2559 ที่ผ่านมายังมีเหตุการณ์โดดเด่นทั้งของไทยและต่างประเทศที่เป็น “ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์” ที่แวดวงเศรษฐกิจหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นวิพากษ์ วิจารณ์กันอย่างอื้ออึง และล้วนเป็นเหตุการณ์เขย่าโลกที่สมควรจะบันทึกไว้เป็นเรื่องเด่นในรอบปี 2559 ดังนี้ :1.“แจส โมบาย” ทิ้งคลื่นประมูล 4 จี 900 MHz

การประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) เพื่อออกใบอนุญาต 4 จี ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต้องถูกจารึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ เพราะใช้เวลาเคาะราคากันข้ามวันข้ามคืนถึง 4 คืน 5 วัน เรียกได้ว่า “สู้กันถึงชั้นฎีกา” กว่าจะได้ผู้ชนะประมูล!

เริ่มเคาะราคาตั้งแต่ 09.00 น. ของวันที่ 15 ธ.ค. ไปสิ้นสุดเอาเที่ยงคืนเศษ วันที่ 19 ธ.ค.2558 สิริรวมกว่า 88 ชั่วโมง ทุบสถิติการประมูลสุดมาราธอนเท่าที่เคยมีมา และยังทำให้รัฐได้เม็ดเงินจากการประมูลสูงถึง 151,952 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์อีก ทำเอา กสทช.หน้าบานเป็นจานกระด้ง ผลประมูลที่ได้ยังทำเอาทุกฝ่ายมีอึ้ง เมื่อ 1 ในผู้ชนะการประมูลนั้น คือบริษัทสื่อสารน้องใหม่ “แจส โมบาย บรอดแบนด์” ที่เคาะราคาไปสุดระห่ำถึง 75,654 ล้านบาท ปาดหน้าบริษัทสื่อสารยักษ์อย่างดีแทคและเอไอเอสชนิดไม่เห็นฝุ่น กลายเป็น “แจสผู้ฆ่ายักษ์” ไปในทันที

แต่คล้อยหลังการประมูลครั้งประวัติศาสตร์ “แจสผู้ฆ่ายักษ์” ที่ประกาศไม่ได้มาเล่นๆ แต่หวังจะอาศัย 4 จี กระโจนเข้าสู่ตลาดสื่อสารเป็นโอปอเรเตอร์รายที่ 4 กลับ “หายเข้ากลีบเมฆ” และเบี้ยวจ่ายเงินค่าธรรมเนียมประมูลงวดแรก 8,040 ล้านบาท ที่กำหนดเส้นตายเอาไว้วันที่ 21 มี.ค.2559 สุดท้าย “นายกฯตู่” ต้องงัด ม.44 ผ่าทางตันสั่งให้ กสทช.จัดประมูลใหม่จนได้บริษัทแอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ในเครือเอไอเอส กู้หน้ารับราคาที่แจสโมบายทิ้งไว้ดูต่างหน้า

ส่วน “แจส” นั้นแม้ถูก กสทช.ปรับและริบเงินค้ำประกันแต่กลับนอนตีพุงด้วยราคาหุ้นพุ่งกระฉูด!!!

2.น้ำท่วม–ภัยแล้ง ซ้ำซาก!

ยังคงเป็นปัญหาโลกแตกสำหรับประเทศไทยกับวิกฤติ “ภัยแล้ง-น้ำท่วม” ซ้ำซาก!

จากปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ตั้งแต่ต้นปี 59 ที่ทำให้ประเทศไทยเผชิญวิกฤติภัยแล้งอย่างหนักถึงขั้นเกือบจะต้องงดเล่นสงกรานต์กันเลยทีเดียว โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ประกาศเขตภัยพิบัติ (ภัยแล้ง) 36 จังหวัด 226 อำเภอ 1,167 ตำบล 9,394 หมู่บ้าน ด้วยสถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนใหญ่ คือเขื่อนสิริกิติ์ แควน้อยฯ ป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนอุบลรัตน์ มีปริมาณน้ำใช้การอุปโภคบริโภคไม่ถึง 30% ของความจุ โดยเฉพาะเขื่อนอุบลรัตน์มีน้ำใช้การได้เหลือ 0% จนต้องดึงน้ำก้นเขื่อนมาใช้

แต่หลังวิกฤติภัยแล้งคลี่คลายลงไปไม่ถึงขวบเดือน ประเทศไทยก็เผชิญปรากฏการณ์ “ลานีญา” ที่หอบเอาพายุกระหน่ำเข้ามายังประเทศไทย 2-3 ลูกซ้อน ทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ไล่มาตั้งแต่ภาคเหนือ ตะวันออก ตะวันตก ที่หลายจังหวัดจนวันนี้ก็ยังเจอควันหลงอยู่ และโดยเฉพาะกรุงเทพมหานครนั้นได้ก่อให้เกิดวลี “น้ำขังรอการระบาย” กระแทกกระดองใจ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตผู้ว่าฯ กทม.ไปเต็มๆ

ขณะที่สถานการณ์ฟ้าฝนในวันนี้ยังคงเคลื่อนไปถล่มพื้นที่ภาคใต้อย่างหนัก หลายจังหวัดถูกมวลน้ำถล่มเสียหายอย่างหนัก โดยที่ภาครัฐได้แต่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆเท่านั้น.

3.กระทรวงดิจิทัล….เหล้าเก่าในขวดใหม่

หลังจากรัฐบาล คสช.ปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ประกาศนโยบายขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “ไทย-แลนด์ 4.0” มากว่า 2 ปี ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ “หม่อมอุ๋ย–ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล” ดำรงตำแหน่งรองนายกฯ ก่อนจะส่งไม้ต่อมายัง “นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์”

ท้ายที่สุดรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้จัดตั้ง “กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” หรือกระทรวงดีอี ขึ้นเมื่อวันที่ 16 ก.ย.2559 โดยเปลี่ยนชื่อกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือกระทรวงไอซีที มาเป็นกระทรวงดีอีกันดื้อๆ ขณะที่ตัวบทกฎหมายที่จะรองรับ รวมทั้งป้ายชื่อกระทรวง สัญลักษณ์ หรือแม้แต่เว็บไซต์ ทุกอย่างยังคงใช้ของเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ถือเป็นการยกเครื่องปรับเปลี่ยนจัดตั้งกระทรวงที่เต็มไปด้วยความไม่พร้อม แม้แต่ตัวพระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่เป็นกฎหมายแม่บทของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลก็เพิ่งจะผ่านที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปเมื่อต้นเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมานี้เอง ขณะที่ตัวรัฐมนตรีที่จะขับเคลื่อนนโยบายดีอีนั้นยิ่งไปกันใหญ่เพราะนับแต่จัดตั้งกระทรวงดีอี ต้องอาศัย “บิ๊กจิน-พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง” รองนายกฯ เจียดเวลาไปนั่งรักษาการสัปดาห์ละวันและเพิ่งจะมาแต่งตั้ง รมต.กระทรวงดีอี คือ นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ เมื่อกลางเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมานี่เอง

แทบจะเรียกได้ว่าเป็น “เหล้าเก่าในขวดใหม่” เลยก็ว่าได้!

4.เบร็กซิท (Brexit) เขย่าโลก!

ผลการลงประชามติของคนอังกฤษ (Brexit) ต่อการถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU) พลิกผันไปจากโพลของหลายสำนักที่ต่างทำนายว่าอังกฤษจะยังคงเป็นสมาชิกอียูต่อไป แม้กระทั่งโค้งสุดท้ายก่อนการลงมติ ทุกโพลยังคงทำนายว่าฝ่ายสนับสนุนให้อังกฤษอยู่ต่อ (Remain) จะกำชัยชนะเหนือฝ่ายสนับสนุน (Leave) ให้ออกจากอียู

แต่แล้วประชาคมโลกก็ต้อง “ช็อก” ตาค้างกับผลโหวตของชาวเมืองผู้ดีเมื่อวันพฤหัสฯที่ 23 มิ.ย.2559 ที่ออกมาด้วยผลโหวตให้อังกฤษผละออกจากอียูด้วยคะแนน 52 ต่อ 48 จากจำนวนผู้ใช้สิทธิ์ออกเสียง 71.8% ของจำนวนผู้มีสิทธิ์กว่า 30 ล้านคน ผลโหวตที่ออกมาดังกล่าวถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ว่า เป็นวัน “ประกาศอิสรภาพ” ของสหราชอาณาจักร และชัยชนะของคนธรรมดาๆที่ไม่สนใจผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโลกหรือเศรษฐกิจอังกฤษหรือไม่

และแม้ว่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงจะร่วงลงมาต่ำสุดในรอบ 20 ปี หรือผลโหวตจะทำให้นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรี ต้องลาออกจากตำแหน่ง แต่คนอังกฤษก็ดูจะไม่สนใจไยดีใดๆ ทั้งนี้ผลจากการโหวต Brexit จะทำให้รัฐบาลอังกฤษต้องเริ่มกระบวนการเจรจาเพื่อถอนตัวจากอียูภายในวันที่ 31 มี.ค.2560.

5.“โดนัลด์ ทรัมป์” พลิกล็อก ช็อกโลก!

นักวิชาการสื่อกระแสหลัก และผู้คนทั่วโลกต่างตกตะลึงคาดไม่ถึงว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีอันดับที่ 151 ของสหรัฐฯ ซึ่งมีสินทรัพย์ราว 3,700 ล้านเหรียญ หรือ 131,350 ล้านบาท จะคว้าเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 45 ไปครอง ด้วยชัยชนะอัน ล้นหลามจากการลงคะแนนเสียงของคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral vote) 290 คะแนน ต่อ 228 คะแนน ทิ้งห่าง นางฮิลลารี คลินตัน ไปขาดลอยเมื่อวันที่ 8 พ.ย.2559

แม้ชาวมะกันจำนวนมากจะออกมาเดินขบวนประท้วงนายทรัมป์เพราะไม่พอใจในผลเลือกตั้งที่ออกมา และมีความพยายามจะให้มีการนับคะแนนใหม่ แต่ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ยังคงเดินหน้าทาบทามเหล่าเซเลบริตี้มะกันให้เข้าร่วมเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของเขา ที่สำคัญเขายังคงเดินหน้านโยบาย America first ตามที่หาเสียงไว้ ด้วยการล็อบบี้ให้เจ้าของธุรกิจใหญ่ๆ ย้ายโรงงานที่ตั้งอยู่ในประเทศที่มีค่าแรงต่ำกลับมายังสหรัฐฯ โดยสัญญาจะให้สิทธิพิเศษด้านภาษี และข่มขู่หากไม่ให้ความร่วมมือก็อาจเจอมาตรการลงโทษทางภาษีที่เขาอาจเก็บสูงถึง 35%

ด้วยบุคลิกและนโยบายที่สุดโต่งทำให้ “โดนัลด์ ทรัมป์” ถูกสื่อเรียกขานโดยใช้ศัพท์สแลงว่า “ทรัมป์ ทรัมป์” อย่างไรก็ตาม มีผู้กล่าวถึงชัยชนะของทรัมป์อย่างสะใจว่าเขาใช้เงินเพียง 1 ล้านเหรียญเท่านั้นเพื่อให้สื่อออกข่าวให้ ขณะที่คู่แข่งต้องใช้เงินถึง 30 ล้านเหรียญ ในการทำให้สื่อกระแสหลักเลือกข้างและฟันธงว่าเธอจะชนะแบบนอนมาตลอด!

6.รถไฟฟ้าสายสีม่วง…แค่เปิดหวูดก็ม้วนเสื่อ!

หลังจากประชาชนคนกรุงเทพฯและปริมณฑลต้องหาวเรอรอรถไฟฟ้าสายสีม่วง เส้นทางบางซื่อ-บางใหญ่ มาร่วมปี ในที่สุดการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้เปิดให้บริการรถไฟฟ้า สายฉลองรัชธรรม หรือรถไฟฟ้าสายสีม่วงอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 6 ส.ค.2559 โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการเดินรถอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม หลังเปิดให้บริการในเดือนแรก โครงการดังกล่าวก็ส่อแวว “หืดจับหายใจไม่ทั่วท้อง” เพราะปริมาณผู้โดยสารที่คาดการณ์เอาไว้กว่าวันละ 220,000 คนในปี 59 และจะเพิ่มเป็น 239,000 คนในปี 62 นั้น เอาเข้าจริงกลับวูบเหลือแค่วันละ 20,000 คนเท่านั้น ทำให้ รฟม.จัดเก็บค่าโดยสารได้แค่วันละ 6 แสนบาทเท่านั้น ขณะมีต้นทุนในการจ้างบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เพื่อให้บริหารรถไฟฟ้าและซ่อมบำรุงกว่าวันละ 3.6 ล้านบาท ทำเอา รฟม.หืดจับชักหน้าไม่ถึงหลัง ต้องขาดทุนวันละกว่า 3 ล้านบาท

หลังเปิดให้บริการมาแค่ 3 เดือน (6 ส.ค.–13 พ.ย.59) รฟม.ขาดทุน ไปแล้วกว่า 350 ล้านบาท หากสถานการณ์ยังคงเป็นไปเช่นนี้ก็คาดว่า รฟม.จะประสบปัญหาขาดทุนปีละกว่า 1,270 ล้านบาทเลยทีเดียว.

7.ควันหลงปราบทัวร์ศูนย์เหรียญ

คำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่อปฏิบัติการแบบสายฟ้าแลบในการทลายเครือข่าย “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” รายใหญ่ของประเทศ เมื่อปลายเดือน ก.ย.2559 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ตลาดท่องเที่ยวไทยที่กำลังโลดแล่นชะงักงันไปชั่วขณะ

หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมสองผู้บริหารบริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด เจ้าของกิจการรถบัสให้เช่ากว่า 2,000 คันและกิจการอื่นๆในเครือรวม 5 บริษัท พร้อมอายัดเงินในบัญชี 92 บัญชี มูลค่ากว่า 13,000 ล้านบาทกับอายัดทรัพย์สิน รวมทั้งรถบัสนำเที่ยว ก่อนแจ้งข้อหา “อั้งยี่” หรือ “ซ่องโจร” กับเจ้าของบริษัท

ควันหลงจากปฏิบัติการทลายเครือข่ายทัวร์ศูนย์เหรียญดังกล่าว ทำให้บริษัททัวร์กว่า 300 แห่งที่เคยทำธุรกิจร่วมกับบริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด ต่างหยุดทำธุรกิจทันทีเพราะไม่มั่นใจจะถูกหางเลขไปด้วยหรือไม่ ทำเอานักท่องเที่ยวจีนวูบลงไป 40-50% ในทันที ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจัดประชุมและเร่งกำหนดมาตรฐานราคาทัวร์ขั้นต่ำ พร้อมส่ง พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บินไปทำความเข้าใจกับรัฐบาลจีน และองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวจีน (ซีเอ็นทีเอ) เพื่อหยุดวิกฤติท่องเที่ยวไทย

ล่าสุด กระทรวงการท่องเที่ยวฯแถลงยืนยันตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยแม้จะลดลงจากเป้าหมาย 10 ล้านคนในปีนี้ แต่ก็คาดจะมีอยู่ที่ 9.1 ล้านคน มากกว่าปี 2558 ที่มี 7.98 ล้านคน.

8.ตึกมหานครสูงสุดประเทศไทย

เวลานี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก “ตึกมหานคร” ที่ขึ้นแท่นเป็นอาคารสูงที่สุดในประเทศไทย ล้มแชมป์เก่าอย่างใบหยกทาวเวอร์ 2 ไปด้วยความสูง 314.2 เมตร 77 ชั้น ได้รับการรับรองโดยสภาตึกสูงโลก (Council on Tall Building and Urban Habitats; CTBUH) เป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว ตั้งตระหง่านเป็น “แลนด์มาร์ก” แห่งใหม่บนเนื้อที่ 9 ไร่ บนถนนนราธิวาสราชนครินทร์ และย่านสีลม-สาทร

ตึกมหานครเป็นโครงการของ บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของโครงการนิมิต หลังสวน และมหาสมุทร 2 โครงการที่พักตากอากาศสุดหรูของเมืองไทย โดยร่วมกับ บริษัท อินดัสเทรียล บิลดิ้งส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ไอบีซี) บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับโลกใช้เม็ดเงินลงทุนถึง 22,000 ล้านบาท เนรมิตโครงการนี้ขึ้นมา ด้านงานออกแบบก็โดดเด่นโดยได้สถาปนิกระดับโลกอย่าง “โอเล เชียเรน” ผู้อยู่เบื้องหลังตึกสูงระฟ้ามากมาย อาทิ CCTV Beijing, The Interlace และ Collaborative Cloud มาดีไซน์ตัวอาคารในสไตล์โมเดิร์นที่มีครบครัน ทั้งโรงแรมระดับ 5 ดาว, ร้านอาหารแหล่งรวมของเชฟมิชลิน และห้องชุดพักอาศัยสุดหรู

เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่เป็นทางการไปเมื่อวันที่ 29 ส.ค.59 ภายใต้คอนเซปต์ “มหานคร แบงค็อก ไรซ์ซิ่ง เดอะ ไนท์ ออฟ ไลท์” โดยมีประชาชนทั้งไทยและต่างประเทศรวมทั้งสื่อมวลชนร่วมเป็นสักขีพยานนับพัน และคาดว่าตึกมหานครนี้จะยังคงตระหง่านเป็นตึกสูงที่สุดของประเทศไปอีกหลายปี.

9.ปรากฏการณ์ “ฟินเทค” ฟีเว่อร์

กระแส “ฟินเทค” หรือ Financial Technology มาแรงควบคู่เครือข่ายโทรศัพท์ 4 จี เป็นการต่อยอดการใช้บริการทางการเงินจากเดิมที่ผู้บริโภคต้องทำธุรกรรมด้วยตัวเองที่ธนาคาร มาสู่การดำเนินการผ่านเทคโนโลยีในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบริการ ATM, Internet Banking, Mobile Banking หรือการซื้อขายหุ้นออนไลน์ เป็นต้น

ผลที่ตามมาก่อให้เกิดผู้ประกอบการหน้าใหม่ ธุรกิจ “สตาร์ตอัพ” ที่ขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทประกอบธุรกิจฟินเทค พัฒนาโปรแกรม ให้บริการผลิตภัณฑ์การเงินใหม่ๆที่อำนวยความสะดวกต่อผู้บริโภคขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มีผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในการให้บริการฟินเทคแล้วในขณะนี้ 12-15 บริษัทจากที่ยื่นจดทะเบียนกว่า 40 บริษัท ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ รวมถึงธนาคารของรัฐ ที่แม้แต่เดิมจะมีบริการ “ดิจิทัล แบงก์กิ้ง” อยู่แล้ว ต่างทุ่มงบลงทุนปีละไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท พัฒนาผลิตภัณฑ์การเงินใหม่ๆ รวมถึงการจัดตั้งบริษัทในเครือขึ้นมาเพื่อแข่งกับฟินเทคเป็นพรวน

ส่วน 3 ค่ายมือถือต่างได้อานิสงส์จากบริการฟินเทคที่กำลังขยายตัวในการให้บริการชำระเงิน โอนเงิน เอไอเอส ให้บริการภายใต้ชื่อ “เอ็มเปย์” ดีแทค ภายใต้ชื่อ “เพย์สบาย” และทรู ภายใต้ชื่อ “ทรูมันนี่” พร้อมพัฒนาระบบการชำระเงินรายย่อย (อี-วอลเลต) สามารถเปิดให้โอนเงินข้ามค่ายผ่านเบอร์โทรศัพท์มือถือ.

10.“บิ๊กดีล” คิง เพาเวอร์–แอร์เอเชีย

เข้าทำนอง “ไม่มีไฟก็ไม่มีควัน” หลังลือกันให้แซดในตลาดหุ้นหลายรอบ ที่สุด “บิ๊กดีล” สะท้านวงการบิน “คิง เพาเวอร์” รุกคืบฮุบสายการบินไทยแอร์เอเชียก็เป็นจริง!!!

โดยเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.59 “วิชัย ศรีวัฒนประภา” เจ้าพ่อธุรกิจดิวตี้ฟรี “คิง เพาเวอร์” ตั้งโต๊ะแถลงข่าวใหญ่ว่า ได้เข้าซื้อหุ้นไทยแอร์เอเชียจาก “ธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ และครอบครัว” ในบริษัทเอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV (เป็นบริษัทที่ถือหุ้นไทยแอร์เอเชียในสัดส่วน 55%) จำนวน 1,892 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 39% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดในราคาหุ้นละ 4.20 บาท รวมมูลค่าเงินลงทุน 7,945 ล้านบาท โดยเจ้าพ่อดิวตี้ฟรีเชื่อมั่นว่าจะช่วยเสริมธุรกิจดิวตี้ฟรีของคิง เพาเวอร์ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากธุรกิจสายการบินเป็นช่องทางที่พานักท่องเที่ยวเข้ามาไทยอยู่แล้ว โดยเฉพาะตลาดจีนที่ถือเป็นตลาดหลัก

อย่างไรก็ตาม คิง เพาเวอร์ยังคงยืนยันให้นายธรรศพลฐ์ และทีมผู้บริหารชุดเดิมนั่งแท่นบริหารไปอีก 3 ปี พร้อมส่ง นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา, นายอภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา และนายสมบัตร เดชาพานิชกุล เข้าเป็นกรรมการบริษัท ท่ามกลางการจับตามองจากหลายฝ่ายการรุกคืบของคิง เพาเวอร์ครั้งนี้คงจะเขย่าวงการท่องเที่ยว และโดยเฉพาะธุรกิจสายการบินให้หนาวๆร้อนๆไปตามกัน.

11.“เจ้าสัวเจริญ” เทกโอเวอร์ Big–C

เป็น “อภิมหาบิ๊กดีล” แห่งปีที่ต้องกล่าวถึงกับวีรกรรมของ เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทีซีซี กรุ๊ป ที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อนัก “เทกโอเวอร์” มาแต่ไหนแต่ไร ในอดีตปี 2549 เทกโอเวอร์ “โออิชิ กรุ๊ป” ของเสี่ยตัน ภาสกรนที, ปี 2550 เทกโอเวอร์หุ้น “ยูนิเวนเจอร์” ปี 2551 ซื้อตึกเนชั่นฯ ปี 2553 ซื้อบริษัทเสริมสุขฯ ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่ม “เอส”, น้ำดื่มคริสตัล, ชาลิปตัน ให้ฮือฮามาแล้ว

มาปี 2559 เจ้าพ่อน้ำเมายังคงสร้างความฮือฮาด้วยการปาดหน้ากลุ่มเซ็นทรัลเข้าเทกโอเวอร์กิจการค้าปลีกดังของประเทศไทย “บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์” ที่มีสาขาอยู่เกือบ 700 สาขาจากกลุ่มกาสิโนของฝรั่งเศสด้วยเม็ดเงินกว่า 122,000 ล้านบาท ในนามบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือบีเจซี เฉือนกลุ่มเซ็นทรัลของตระกูลจิราธิวัฒน์ ที่เคยเป็นเจ้าของธุรกิจดังกล่าวมาแต่เริ่มแรก โดยมีการเจรจาปิด “อภิมหาบิ๊กดีล” นี้ไปเมื่อเดือน ก.พ.2559

วันนี้กล่าวได้ว่าอาณาจักรธุรกิจ 400,000 ล้านบาทของทีซีซี กรุ๊ป ของเจ้าสัวเจริญนั้นกินรวบไปทั้งธุรกิจน้ำเมา เครื่องดื่ม อาหาร ร้านอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค อสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก โรงแรม และอื่นๆ จนสุดจะจาระไน.

12.“หมอเสริฐ” ซื้อปาร์คนายเลิศ

อีก “บิ๊กดีล” ที่สั่นสะเทือนวงการในรอบปีที่ผ่านมาคือกรณีบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) (BDMS) หรือเครือโรงพยาบาลกรุงเทพของ “หมอเสริฐ–นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ” เศรษฐีหุ้นอันดับ 1 ประจำปี 2559 ของประเทศไทย ที่ประกาศทุ่มเงิน 10,800 ล้านบาท ซื้อที่ดิน 15 ไร่อันเป็นสถานที่ตั้งโรงแรมสวิสโฮเต็ล ณ ปาร์คนายเลิศ และอาคาร Promenade ซึ่งถือเป็นพื้นที่สีเขียว “ผืนสุดท้าย” ในย่านเพลินจิต ปิดตำนานโรงแรมหรู “ปาร์คนายเลิศ” ที่ก่อตั้งโดยพระยาภักดีนรเศรษฐ ที่อยู่คู่กรุงเทพฯมาตั้งแต่ปี 2428 หรือกว่า 130 ปีมาแล้ว

“หมอเสริฐ” เตรียมทุ่มเม็ดเงินอีกกว่า 2,000 ล้าน เนรมิตทำเลทองผืนนี้ให้เป็นศูนย์สุขภาพครบวงจร BDMS Wellness Clinic แห่งแรกของเอเชีย รองรับมหาเศรษฐี เหล่าเซเลบ และนักธุรกิจชั้นนำจากทั่วโลกที่จะเข้ามาใช้บริการเสริมอาณาจักรโรงพยาบาลและสุขภาพของเครือ BDMS ที่ใหญ่โตอยู่แล้วให้ทะยานยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก หลังจากก่อนหน้านี้ “หมอเสริฐ” ไล่ซื้อกิจการโรงพยาบาลตามหัวเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศ และรุกคืบสยายปีกขยายกิจการออกไปในประเทศเพื่อนบ้านมาแล้ว

ล่าสุดนั้น ณ วันที่ 14 ธ.ค.59 มูลค่าหลักทรัพย์ (มาร์เกตแคป) ของหุ้น BDMS ที่ “หมอเสริฐ” เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่มีมูลค่าสูงถึง 208,900 ล้านบาท!!

ทั้งหมดคือสถานการณ์โลดแล่นทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นทั้งไทย-เทศในห้วงขวบปี 2559 ที่ผ่านมา.

ทีมเศรษฐกิจ

 

Leave a comment