ปี 61 ยอมขาดดุล 4.5 แสนล้าน คลังเฉือนเนื้อเลือดสาดปูพื้นฐานเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ม.ค. 2560 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/834733


“สมคิด” เคาะงบประมาณปี 61 ขาดดุล 4.5 แสนล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 60 ที่ขาดดุล 3.9 แสนล้านบาท เพื่อปูพื้นฐานเศรษฐกิจประเทศสู่อนาคต ลดความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกผันผวน ย้ำชัด! เครื่องยนต์เศรษฐกิจกำลังติดและเดินหน้านายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมพิจารณากำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 ร่วมกับ 4 หน่วยงาน คือ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงบประมาณว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 ได้ตั้งเป้าการจัดเก็บรายได้ไว้ที่ 2.45 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.4% จาก 2.34 ล้านล้านบาท ในปีงบประมาณ 2560 โดยได้กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2561 ไว้ที่ 2.9 ล้านล้านบาท ตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณ 450,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในส่วนของงบประมาณรายจ่ายที่ 2.9 ล้านล้านบาทนั้น ตั้งเป้าว่าจะต้องมีการเบิกจ่ายให้ได้ 88% จากปี 2560 ที่ตั้งเป้าการเบิกจ่ายไว้ที่ 87% พร้อมตั้งเป้าสัดส่วนงบลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 23% จากในปีงบประมาณ 2560 ที่มีสัดส่วนของงบลงทุนอยู่ที่ 21% รัฐบาลคาดหวังให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่อเนื่องจากปี 2560 ที่เป็นปีแห่งการลงทุน ดังนั้นจึงต้องจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลต่อเนื่องมาถึงปี 2561

นายสมคิดกล่าวว่า การใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลในปี 2560-2561 ต้องถือเป็นปีพิเศษ ที่ต้องการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานและการปฏิรูปต่างๆ เพื่อปูพื้นฐานสู่อนาคต โดยมองร่วมกันว่า แม้เศรษฐกิจจะเริ่มดีขึ้น แต่ก็ไม่ใช่เวลาที่จะมาลดทอนรายจ่าย ต้องเพิ่มรายจ่ายเพื่อสร้างฐานของประเทศสู่อนาคต

“ความตั้งใจของรัฐคือ ใช้ปี 2560 เป็นปีที่เศรษฐกิจจุดติดและเติบโตต่อเนื่อง มีเงินลงทุนเพียงพอในการสร้างอนาคตให้สอดรับกับปี 2560-2561 จึงให้ขาดดุล 450,000 ล้านบาท”

อย่างไรก็ตาม การจัดทำงบประมาณฯปี 2561 เป็นการมองที่สอดรับกับความเป็นจริง ที่ว่าเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยง แม้เศรษฐกิจภายในประเทศจะฟื้นแล้วก็ตาม ขณะที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยังจำเป็น และที่สำคัญรัฐบาลต้องการสร้างการลงทุนในระดับกลุ่มจังหวัด ดังนั้น การขาดดุล 450,000 ล้านบาท จึงมองกันว่าเป็นตัวขาดดุลที่สมควรแล้ว และหากคำนึงถึงหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะอยู่ที่ 45% ถือว่ายอมรับได้ตามมาตรฐานสากล เพราะยังอยู่ในระดับต่ำและไม่ทำให้ประเทศเสี่ยง

ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า การจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล 450,000 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2561 เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2560 ที่มีเป้าหมายขาดดุล 390,000 ล้านบาทนั้น ถือเป็นการขาดดุลที่สูงที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ เนื่องจากรัฐบาลต้องการนำงบประมาณมาใช้เพื่อผลักดันการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ พร้อมเห็นว่าขณะนี้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจหลายตัวกำลังติด จึงต้องเร่งกระตุ้นการลงทุนเพิ่ม

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2561 อยู่บนสมมติฐาน เศรษฐกิจไทยในปี 2561 มีอัตราการขยายตัว 3.8% ของจีดีพี อัตราเงินเฟ้อ 2% ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 55 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจากสมมติฐานทั้งหมดนี้ ทำให้ สศค.ประมาณการรายได้รัฐบาลว่าจะแตะ 2.45 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.4% จากปีงบประมาณ 2560

ขณะที่นายสมศักดิ์ โชติรัตนศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า ขณะนี้ส่วนราชการได้ส่งคำขอตั้งงบประมาณปี 2561 เข้ามาในเบื้องต้นทั้งสิ้น 4.521 ล้านล้านบาท โดยภายในวันที่ 1 ก.พ.2560 จะมีคำขอจริงที่ส่งให้สำนักงบประมาณราว 3.411 ล้านล้านบาท สูงกว่าปีงบประมาณ 2560 ประมาณ 5% โดยสำนักงบประมาณจะต้องตัดกรอบวงเงินงบประมาณให้เหลือไม่เกิน 2.9 ล้านล้านบาท ต่อไป

“ในปีงบประมาณ 2561 จะไม่มีภาระที่ต้องตั้งงบประมาณชดใช้เงินคงคลัง เพราะรัฐบาลได้ตั้งงบกลางปีชดใช้ไปแล้ว ในปีงบประมาณ 2560 จำนวน 27,000 ล้านบาท ส่วนเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2561 คาดว่าจะสูงกว่า 88% หรือสูงกว่าเป้าหมายเบิกจ่ายที่ตั้งไว้ในปี 2560 ที่กำหนดไว้ที่ 87% โดยจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในช่วงต้นเดือน เม.ย.2560 ส่วนความคืบหน้าการจัดทำงบกลางปี 2560 จำนวน 190,000 ล้านบาทนั้น จะเสนอ ครม.เห็นชอบได้ในวันที่ 17 ม.ค.นี้ หลังจากนั้นจะเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป”.

 

Leave a comment