ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ม.ค. 2560 09:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/836013

สำหรับหลักเกณฑ์ใหม่มี 4 ข้อ คือ 1. ถ้าเป็นสถานีที่ใช้โครงสร้างเดียวกันต้องมีชื่อเหมือนกัน 2. กรณีที่มีโครงสร้างแยกกัน แต่ทางออกของรถไฟฟ้าทั้ง 2 สายห่างกันไม่เกิน 50 เมตร ก็ให้ใช้ชื่อเดียวกัน 3. กรณีที่มีโครงสร้างแยกออกจากกัน แต่ทางออกของรถไฟฟ้าทั้ง 2 สาย ห่างกันระหว่าง 50-500 เมตร ให้พิจารณาเป็นรายกรณีตามความเหมาะสม เช่น กรณีสถานีสีลม-สถานีศาลาแดง และสถานีเพชรบุรี-มักกะสัน รวมถึงสามารถใช้ชื่อเหมือนกัน แต่กำหนดสีเพื่อแบ่งแยก เช่น สถานีวุฒากาศแดง-สถานีวุฒากาศเขียว เป็นต้น
4. กรณีที่ทางออกห่างกันเกิน 500 เมตร และสถานีไม่ได้เชื่อมถึงกันให้ใช้ชื่อต่างกัน ทั้งนี้ในหลักเกณฑ์การตั้งชื่อใหม่จะใช้ในโครงการที่ยังไม่ได้เริ่มออกแบบและก่อสร้าง และจะให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ไปจัดการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนก่อนตัดสินใจว่าควรดำเนินการอย่างไร คาดว่า สนข. จะสรุปผลสำรวจได้ในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า
นอกจากนี้ ได้มอบนโยบายว่า การตั้งชื่อรถไฟฟ้านับจากนี้ควรอิงชื่อย่านมากกว่าชื่อถนน เพราะชาวต่างชาติจะเข้าใจได้มากกว่า อีกทั้งถนนแต่ละสายก็เป็นสายยาวและมีรถไฟฟ้าหลายสถานี ถ้าหากใช้ชื่อถนนก็อาจจะทำให้ประชาชนสับสนได้ เช่น ถนนสายสุขุมวิท ก็มีทั้งสถานีอโศก สถานีเอกมัย เป็นต้น
ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ว่า ในแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลระยะแรก 10 เส้นทาง จะมีจุดตัดรถไฟฟ้าทั้งหมด 37 จุด ดังนั้นจึงควรกำหนดชื่อสถานีใหม่ให้ชัดเจนเพื่อป้องกันประชาชนสับสน เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ที่กำลังจะก่อสร้างของ รฟม. มีสถานีพัฒนาการที่อยู่ใกล้กับรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ สถานีหัวหมาก ที่เปิดให้บริการแล้ว เป็นต้น
ทั้งนี้ จุดตัดรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการแล้วมีทั้งหมด 6 แห่ง แบ่งเป็น 2 แห่งที่ใช้ชื่อเหมือนกัน คือ สถานีเตาปูนของรถไฟฟ้าสายสีม่วงและรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และสถานีบางซ่อนของรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อนและรถไฟฟ้าสายสีม่วง ส่วนอีก 4 ที่ซึ่งปัจจุบันใช้ชื่อแตกต่างกัน ทางสนข. ก็จะสำรวจความคิดเห็นของประชาชนผ่านทางอินเทอร์เน็ตก่อนเสนอต่อที่ประชุมว่า ประชาชนต้องการเปลี่ยนชื่อสถานีให้เหมือนกันหรือไม่.