ต้นแบบแก้ยาเสพติดประชาคมโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/839281


หลายทศวรรษมาแล้วที่โลกทำสงครามกับ “ยาเสพติด” เป็นสงครามที่เน้นการใช้กำลังต่อต้านและปราบปรามอย่างรุนแรง ดังคำขวัญต่อต้านยาเสพติดสากลที่ว่า “ต้องไม่มีพื้นที่สำหรับยาเสพติด”แต่ยิ่งปราบปราม กวาดล้าง จับกุม สถิติที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดยิ่งเพิ่มสูงมากขึ้น จนมีการประมาณการว่า เงินที่ทั่วโลกต้องใช้จ่ายเกี่ยวกับยาเสพติดผิดกฎหมายสูงกว่า 327,213 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือมากกว่า 11 ล้านล้านบาทต่อปี

มีรายงานของสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNODC ระบุว่า มีประชากรประมาณ 243 ล้านคน หรือ 5% ของประชากรโลก ที่อายุระหว่าง 15-64 ปี ใช้ยาเสพติดผิดกฎหมาย

มีผู้ใช้ยาเสพติดที่มีปัญหาประมาณ 27 ล้านคน หรือ 0.6% ของประชากรผู้ใหญ่ทั่วโลก หรือ 1 คนในทุกๆ 200 คน อย่างไรก็ตาม ในแต่ละปีมีเพียง 1 ใน 6 ของผู้ใช้ยาเสพติดทั่วโลก ที่เข้าถึงการบำบัดรักษา ขณะที่จำนวนผู้ถูกกล่าวหา ถูกจับกุมและต้องขังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นปัญหาใหญ่ของกระบวนการยุติธรรมในทุกประเทศ

รายงานสถานการณ์ยาเสพติดโลกยังพบว่า บรรดาอาชญากรใช้กลยุทธ์ใหม่ในการค้ายาเสพติด เช่น การตั้งบริษัทบังหน้าและเบี่ยงเบนสารตั้งต้นภายในประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงการควบคุมระหว่างประเทศ โดยมีสารที่ใช้ในการผลิตสารตั้งต้นที่ยังไม่ถูกควบคุมชนิดใหม่ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแทนที่สารตั้งต้นที่ถูกควบคุม

กล่าวได้ว่า ยิ่งปราบปรามรุนแรงยิ่งล้มเหลว

โลกจึงต้องหันมาทบทวนมาตรการและยกเครื่องนโยบายการต่อสู้กับยาเสพติดกันใหม่ เพื่อนำไปสู่กลยุทธ์ที่มีมนุษยธรรมและมีประสิทธิผลมากกว่าการประกาศสงครามกับยาเสพติดแบบเดิมๆ

ตั้งแต่ปี 2558 ในการประชุมคณะกรรมาธิการยาเสพติด (Commission on Narcotic Drugs-CND) สมัยที่ 58 ของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมมากกว่า 1,500 คน จากประเทศสมาชิก 53 ประเทศ ร่วมกับประเทศสมาชิกสหประชาชาติอื่นๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสหประชาชาติ ผู้แทนภาควิชาการและภาคประชาสังคม ผู้แทนระดับรัฐมนตรีและหัวหน้าหน่วยงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจากทั่วโลก

ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในประเทศสมาชิกคณะกรรมาธิการยาเสพติด ได้แสดงบทบาทนำในการส่งเสริมการใช้หลักการพัฒนาทางเลือก เพื่อลดการปลูกพืชเสพติดและนำการพัฒนาอย่างยั่งยืนเข้าสู่ชุมชนที่ปลูกพืชเสพติด หลังจากที่ไทยประสบความสำเร็จมาแล้วในการผลักดันให้สหประชาชาติรับรอง “หลักการพัฒนาทางเลือกของสหประชาชาติ” (United Nations Guiding Principles on Alternative Development) ให้เป็นหลักปฏิบัติเพื่อลดปัญหายาเสพติดของโลกอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ การประชุมสมัชชาสหประชาชาติว่าด้วยปัญหายาเสพติดโลกปี 2559 (United Nations General Assembly Special Session หรือ UNGASS 2016) ที่นครนิวยอร์ก เมื่อเดือน เม.ย.2559 มีความเห็นร่วมกันว่า การต่อสู้กับปัญหายาเสพติดนั้น ควรเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างครอบคลุมทุกมิติ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals)

เนื่องจากปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาซับซ้อนที่ครอบคลุมหลายมิติ การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถวัดผลสัมฤทธิ์ได้ด้วยสถิติการใช้ยาเสพติดที่ลดลงเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมด้วย

ดังความสำเร็จของประเทศไทย ซึ่งสามารถลดปัญหาได้ด้วยการจัดสรรและกระจายทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ เช่นที่มูลนิธิโครงการหลวง และโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้น้อมนำแนวพระราชดำริ หรือ “ศาสตร์พระราชา” มาเป็นแนวทางการพัฒนาทางเลือกในพื้นที่สูงทางภาคเหนือของประเทศไทยอย่างได้ผลมากว่า 40 ปีแล้ว

แนวพระราชดำริ ซึ่งมีรากฐานจากความเชื่อมั่นในศักยภาพมนุษย์ ไม่เชื่อในการปราบปรามพืชเสพติดให้หมดสิ้น แต่หมายถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตในเชิงสาธารณสุข การเข้าถึงสาธารณูปโภค อาชีพ การศึกษา และการพัฒนาชนบท

มีเป้าหมายระยะยาว คือ การพัฒนาศักยภาพและขยายโอกาสให้ชุมชน อย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การเรียนรู้สภาพความเป็นจริง ปัญหา และความต้องการของชุมชน หรือ “ภูมิสังคม” ให้เห็นถึงต้นเหตุที่แท้จริงของการผลิตและค้ายาเสพติดในทุกบริบท คือ ความยากจนและการขาดโอกาส

ต่อจากนั้นคือการวางแผนแนวทางแก้ปัญหาให้ตรงจุด และทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพราะการพัฒนาทางเลือกต้องอาศัยเวลาและไม่สามารถเห็นผลทันตาได้ ที่สำคัญ การปลูกพืชทดแทนเพียงชนิดใดชนิดหนึ่งนั้นไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะไม่มีพืชใดจะสามารถสร้างรายได้ได้มากเท่าพืชเสพติด

ดังนั้น แนวพระราชดำริจึงสนับสนุนอาชีพที่หลากหลายสำหรับคนที่มีความถนัดแตกต่างกัน นำไปสู่การแปรรูป เพิ่มมูลค่า และการตลาดเพื่อให้มีรายได้เท่าเทียมกับในอดีต เป็นแนวทางที่ได้รับการยกย่องจาก UNODC ว่าเป็นต้นแบบในการแก้ปัญหาความยากจนและการปลูกพืชเสพติดอย่างสันติวิธี

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้รับการร้องขอให้ดำเนินโครงการพัฒนาทางเลือกที่เมียนมา อัฟกานิสถาน และอินโดนีเซีย และร่วมมือกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) ในนามรัฐบาลเยอรมนี ในการให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาทางเลือกแก่ประเทศที่ปลูกพืชเสพติดจากประสบการณ์ตรง เพื่อดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพยั่งยืน และเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับการรับมือและขจัดปัญหาต่างๆ ที่ทั้งโลกเผชิญในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ล่าสุด สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมร่วมระหว่างผู้แทนรัฐบาล และผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาทางเลือกจาก 14 ประเทศทั่วโลก หารือข้อสรุปแนวทางที่จะเสนอให้เป็นนโยบายการแก้ปัญหายาเสพติดของสหประชาชาติในปี 2562

ถือเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่พิสูจน์ว่าประสบการณ์ในพื้นที่ตามแนวทาง “ศาสตร์พระราชา” สามารถขับเคลื่อนนโยบายแก้ปัญหาของประชาคมโลกได้.

 

Leave a comment