ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ม.ค. 2560 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/840029

โดยความแจ้งว่า บัดนี้ ราชบัลลังก์ได้ว่างลง และพระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้ง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นรัชทายาทไว้แล้ว คณะรัฐมนตรีจึงแจ้งให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์สืบไป
ในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2559 เวลา 19.16 น. พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้สำเร็จราชการ ได้นำ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต โดยพระราชทานพระวโรกาสให้ พล.อ.เปรม นำคณะทั้งหมดเข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท
โอกาสนี้ นายพรเพชร จึงได้กราบบังคมทูลเชิญองค์พระรัชทายาท เสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบราชสันตติวงศ์ โดยสมเด็จ พระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระราชดำรัสตอบรับการขึ้นทรงราชย์ความว่า…
“ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา ได้กล่าวในนามของปวงชนชาวไทย เชิญข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ถ้าเป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราชปณิธาน และเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง”
ด้วยผลในบัดดลนั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารจึงเสด็จขึ้นครองราชย์สืบสันตติวงศ์เป็น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 และโปรดเกล้าฯให้เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า
“สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร”
แม้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินจะยังโศกเศร้าจากการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอยู่ แต่ความข้างต้น ก็ถือเป็นข่าวอันเป็นมหามงคลยิ่ง
ในนิตยสารแพรวที่บันทึกถึงพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์ใหม่นี้ ระบุถึงความปลื้มปีติของประชาชนชาวไทยเฉกเช่นเมื่อ 64 ปีก่อน เมื่อสำนักพระราชวังออกแถลงการณ์เรื่องพระประสูติกาลของพระราชโอรส เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2495 เวลา 17.45 น. ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต…
ณ โมงยามแห่งการพระราชสมภพของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นั้น ศาตราจารย์ ม.ร.ว.สุมนชาติ สวัสดิกุล ได้บรรยายถึงบรรยากาศในนาทีอันเป็นมงคลฤกษ์ว่า
“วันนี้ครึ้มฟ้าครึ้มฝนตั้งแต่เช้า ฝนไม่ได้ตกมานาน…นายแพทย์ผู้ถวายการประสูติเข้าประจำที่ สักครู่ก็ประสูติพระราชกุมาร เวลา 17 นาฬิกา กับ 45 นาที ในนาทีเดียวกันนั้นเอง ฝนที่แล้งมาตลอดฤดู ก็เริ่มโปรยละอองลงมา ดูคล้ายๆฟ้าก็รู้เห็นเป็นใจกับการประสูติครั้งนี้… อารามดีใจสมประสงค์ของดวงใจทุกๆดวง นายแพทย์ที่ถวายการประสูติ ซึ่งพร้อมที่จะบอกแก่ที่ประชุม ณ พระที่นั่งอัมพรสถานว่า พระราชโอรส หรือพระราชธิดา กล่าวออกมาด้วยเสียงอันตื่นเต้นกังวานว่า ผู้ชาย แทนที่จะกล่าวว่า พระราชโอรส…ฝนโปรยอยู่ตลอดเวลา แตรสังข์ดุริยางค์เริ่มประโคม ทหารบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ปืนใหญ่ทั้งบก-เรือยิงปืนกันสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงไชโยโห่ร้องก็ดังสนั่นหวั่นไหว สมใจประชาชนแล้ว…ดวงใจทุกๆดวงมีความสุข”
และนับแต่นั้นมา ประชาชนชาวไทยต่างก็เฝ้าติดตามข่าวเกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์นี้ ด้วยความจงรักภักดี ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานนามว่า
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ บรมจักรยาดิศร สันตติวงศ เทเวศรธำรงสุบริบาล อภิคุณูประการมหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวรางกูร กิตติสิริสมบูรณ์สวางควัฒน์ บรมขัตติยราชกุมาร
ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และต่างปลาบปลื้มปีติชื่นชมโสมนัสยิ่งขึ้นเมื่อพระองค์ทรงเจริญวัย มีพระสุขภาพพลานามัยแข็งแรง เพียบพร้อมด้วยพระราชจริยวัตร และพระปรีชาสามารถเป็นที่ประจักษ์ตลอดมา
พระนาม “วชิราลงกรณ” นั้น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงตั้งถวายมาจาก “วชิรญาณ” พระนามฉายาขณะทรงพระผนวชใน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผนวกกับ “อลงกรณ์” จากพระปรมาภิไธยใน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
หลังจากที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เข้าศึกษายังโรงเรียนจิตรลดาจนถึงปี พ.ศ.2505 พระราชบิดามีพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุสมควรจะเสด็จไปทรงศึกษา ณ ต่างประเทศได้แล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระองค์ทรงเข้ารับการศึกษาต่อในระดับประถมศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ
จนถึงปี พ.ศ.2513 จึงโปรดเกล้าฯให้พระองค์เสด็จทรงศึกษาต่อในวิชาการทหาร ณ ประเทศออสเตรเลีย โดยทรงเข้ารับการศึกษาในวิทยาลัยการทหารชั้นสูงดันทรูน กรุงแคนเบอร์รา กระทั่งสำเร็จเป็นนายทหารยศร้อยโท ขณะเดียวกันก็ทรงศึกษาวิชาสามัญระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ในสาขาวิชาอักษรศาสตร์ที่ทรงเลือก
พระองค์ยังทรงได้รับทุนของกระทรวงกลาโหม นครเพิร์ธ เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรการทหาร และการบิน ก่อนเสด็จนิวัตประเทศไทย เพื่อเข้าศึกษาต่อ ณ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก และวิชากฎหมาย โดยได้รับปริญญานิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จากนั้นจึงทรงศึกษาต่อยังวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และหลักสูตรการบินอีกหลายหลักสูตรด้วยความสนพระราชหฤทัยยิ่ง
พระองค์จึงทรงรอบรู้เทคนิคสมัยใหม่ทั้งภาคทฤษฎี และ ภาคปฏิบัติ จนทรงพระปรีชาชาญในวิทยาการด้านการบินอย่างยิ่ง กระทั่งได้รับพระนามให้เป็น “เจ้าฟ้านักบิน”
เมื่อพระชนมพรรษาครบ 20 พรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดพระราชพิธีสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ตามโบราณราชประเพณี ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2515 มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า…
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สิริกิตยสมบูรณสวางควัฒน์ วรขัตติยราชสันตติวงศ์ มหิตลพงศอดุลยเดช จักรีนเรศยุพราชวิสุทธิ สยามมกุฎราชกุมาร
นับเป็นองค์สยามมกุฎราชกุมารพระองค์ที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
บัดนี้กาลเวลาผ่านมาจนเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงยึดมั่นในพระราชปฏิญญา ทรงพระวิริยะอุตสาหะมุ่งมั่นปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประเทศชาติ และประชาชนชาวไทยโดยมิย่อท้อ
ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน.