ประจักษ์ชัดในพระราชปฏิญญา “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ของปวงราษฎร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/840029


หลังจากที่สำนักพระราชวังประกาศเรื่อง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2559พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่ง ชาติ (คสช.) มีหนังสือด่วนที่สุดลงวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2559 แจ้งเรื่องการสถาปนาแต่งตั้งพระรัชทายาท ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ.2467

โดยความแจ้งว่า บัดนี้ ราชบัลลังก์ได้ว่างลง และพระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้ง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นรัชทายาทไว้แล้ว คณะรัฐมนตรีจึงแจ้งให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์สืบไป

ในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2559 เวลา 19.16 น. พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้สำเร็จราชการ ได้นำ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต โดยพระราชทานพระวโรกาสให้ พล.อ.เปรม นำคณะทั้งหมดเข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท

โอกาสนี้ นายพรเพชร จึงได้กราบบังคมทูลเชิญองค์พระรัชทายาท เสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบราชสันตติวงศ์ โดยสมเด็จ พระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระราชดำรัสตอบรับการขึ้นทรงราชย์ความว่า…

“ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา ได้กล่าวในนามของปวงชนชาวไทย เชิญข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ถ้าเป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราชปณิธาน และเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง”

ด้วยผลในบัดดลนั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารจึงเสด็จขึ้นครองราชย์สืบสันตติวงศ์เป็น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 และโปรดเกล้าฯให้เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า

“สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร”

แม้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินจะยังโศกเศร้าจากการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอยู่ แต่ความข้างต้น ก็ถือเป็นข่าวอันเป็นมหามงคลยิ่ง

ในนิตยสารแพรวที่บันทึกถึงพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์ใหม่นี้ ระบุถึงความปลื้มปีติของประชาชนชาวไทยเฉกเช่นเมื่อ 64 ปีก่อน เมื่อสำนักพระราชวังออกแถลงการณ์เรื่องพระประสูติกาลของพระราชโอรส เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2495 เวลา 17.45 น. ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต…

ณ โมงยามแห่งการพระราชสมภพของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นั้น ศาตราจารย์ ม.ร.ว.สุมนชาติ สวัสดิกุล ได้บรรยายถึงบรรยากาศในนาทีอันเป็นมงคลฤกษ์ว่า

“วันนี้ครึ้มฟ้าครึ้มฝนตั้งแต่เช้า ฝนไม่ได้ตกมานาน…นายแพทย์ผู้ถวายการประสูติเข้าประจำที่ สักครู่ก็ประสูติพระราชกุมาร เวลา 17 นาฬิกา กับ 45 นาที ในนาทีเดียวกันนั้นเอง ฝนที่แล้งมาตลอดฤดู ก็เริ่มโปรยละอองลงมา ดูคล้ายๆฟ้าก็รู้เห็นเป็นใจกับการประสูติครั้งนี้… อารามดีใจสมประสงค์ของดวงใจทุกๆดวง นายแพทย์ที่ถวายการประสูติ ซึ่งพร้อมที่จะบอกแก่ที่ประชุม ณ พระที่นั่งอัมพรสถานว่า พระราชโอรส หรือพระราชธิดา กล่าวออกมาด้วยเสียงอันตื่นเต้นกังวานว่า ผู้ชาย แทนที่จะกล่าวว่า พระราชโอรส…ฝนโปรยอยู่ตลอดเวลา แตรสังข์ดุริยางค์เริ่มประโคม ทหารบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ปืนใหญ่ทั้งบก-เรือยิงปืนกันสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงไชโยโห่ร้องก็ดังสนั่นหวั่นไหว สมใจประชาชนแล้ว…ดวงใจทุกๆดวงมีความสุข”

และนับแต่นั้นมา ประชาชนชาวไทยต่างก็เฝ้าติดตามข่าวเกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์นี้ ด้วยความจงรักภักดี ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานนามว่า

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ บรมจักรยาดิศร สันตติวงศ เทเวศรธำรงสุบริบาล อภิคุณูประการมหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวรางกูร กิตติสิริสมบูรณ์สวางควัฒน์ บรมขัตติยราชกุมาร

ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และต่างปลาบปลื้มปีติชื่นชมโสมนัสยิ่งขึ้นเมื่อพระองค์ทรงเจริญวัย มีพระสุขภาพพลานามัยแข็งแรง เพียบพร้อมด้วยพระราชจริยวัตร และพระปรีชาสามารถเป็นที่ประจักษ์ตลอดมา

พระนาม “วชิราลงกรณ” นั้น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงตั้งถวายมาจาก “วชิรญาณ” พระนามฉายาขณะทรงพระผนวชใน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผนวกกับ “อลงกรณ์” จากพระปรมาภิไธยใน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

หลังจากที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เข้าศึกษายังโรงเรียนจิตรลดาจนถึงปี พ.ศ.2505 พระราชบิดามีพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุสมควรจะเสด็จไปทรงศึกษา ณ ต่างประเทศได้แล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระองค์ทรงเข้ารับการศึกษาต่อในระดับประถมศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ

จนถึงปี พ.ศ.2513 จึงโปรดเกล้าฯให้พระองค์เสด็จทรงศึกษาต่อในวิชาการทหาร ณ ประเทศออสเตรเลีย โดยทรงเข้ารับการศึกษาในวิทยาลัยการทหารชั้นสูงดันทรูน กรุงแคนเบอร์รา กระทั่งสำเร็จเป็นนายทหารยศร้อยโท ขณะเดียวกันก็ทรงศึกษาวิชาสามัญระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ในสาขาวิชาอักษรศาสตร์ที่ทรงเลือก

พระองค์ยังทรงได้รับทุนของกระทรวงกลาโหม นครเพิร์ธ เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรการทหาร และการบิน ก่อนเสด็จนิวัตประเทศไทย เพื่อเข้าศึกษาต่อ ณ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก และวิชากฎหมาย โดยได้รับปริญญานิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จากนั้นจึงทรงศึกษาต่อยังวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และหลักสูตรการบินอีกหลายหลักสูตรด้วยความสนพระราชหฤทัยยิ่ง

พระองค์จึงทรงรอบรู้เทคนิคสมัยใหม่ทั้งภาคทฤษฎี และ ภาคปฏิบัติ จนทรงพระปรีชาชาญในวิทยาการด้านการบินอย่างยิ่ง กระทั่งได้รับพระนามให้เป็น “เจ้าฟ้านักบิน”

เมื่อพระชนมพรรษาครบ 20 พรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดพระราชพิธีสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ตามโบราณราชประเพณี ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2515 มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า…

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สิริกิตยสมบูรณสวางควัฒน์ วรขัตติยราชสันตติวงศ์ มหิตลพงศอดุลยเดช จักรีนเรศยุพราชวิสุทธิ สยามมกุฎราชกุมาร

นับเป็นองค์สยามมกุฎราชกุมารพระองค์ที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

บัดนี้กาลเวลาผ่านมาจนเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงยึดมั่นในพระราชปฏิญญา ทรงพระวิริยะอุตสาหะมุ่งมั่นปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประเทศชาติ และประชาชนชาวไทยโดยมิย่อท้อ

ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน.

 

Leave a comment