“วรภัค” จี้ถอดสลักตั๋วบีอี หวั่นวิกฤติบานปลายกระทบสภาพคล่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ม.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/839088


“วรภัค” หวั่นวิกฤติความเชื่อมั่นตั๋วบีอี บานปลายกระทบสภาพคล่อง แนะแบงก์ใหญ่ตั้งวอร์รูมรองรับสถานการณ์ ด้านสถาบันการเงินตัวกลางต้องมีจรรยาบรรณ ขณะที่ ก.ล.ต.ต้องบังคับผู้ออกตั๋วบีอีทุกชนิด ต้องเปิดเผยข้อมูล กำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงินให้ชัดเจน นำไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้นเท่านั้นนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตั๋วแลกเงิน หรือ B/E อยู่คู่กับวงการการเงินเมืองไทยมานานมาก ตั้งแต่สมัยเริ่มทำงานใหม่ๆเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว ส่วนตัวแล้วเป็นตราสารทางเลือกให้กับทั้งนักลงทุนและผู้กู้ รวมถึงธนาคารและสถาบันการเงิน

“ตั๋ว B/E ถ้าอธิบายแบบภาษาชาวบ้านก็จะเปรียบเสมือนกับเช็คสั่งจ่ายเงินสด ลงวันที่ล่วงหน้า สามารถนำไปซื้อขายเปลี่ยนมือได้จนถึงวันขึ้นเงิน สมัยที่ผมทำงานอยู่แบงก์ออฟอเมริกา ยุคต้นๆปี 1990 จนถึงวิกฤติต้มยำกุ้งปี 1997 ตั๋ว B/E เป็นที่นิยมทั้งกับนักลงทุนและผู้กู้”

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทใหญ่ๆในประเทศไทยหลายกลุ่มก็ใช้ตั๋วบีอีเป็นช่องทางหนึ่งในการระดมเงินมาขยายกิจการ อย่างเช่นกลุ่มซีพี ในอดีตเคยเป็นผู้ออกตั๋วบีอีรายใหญ่ที่สุด และก็ไม่เคยมีปัญหากับนักลงทุน แต่ก็มีผู้ออกตัวบีอี
บางกลุ่มในอดีตคือกลุ่มปิคนิค เคยมีปัญหาไม่สามารถชำระหนี้ตามตั๋วบีอีที่ออกได้ นำมาซึ่งความเสียหายกับนักลงทุนและสถาบันการเงินหลายแห่งในยุคนั้น ขณะที่บรรดาเศรษฐีมีเงินในยุคนั้นก็จะนิยมลงทุน เพราะให้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝากรวมทั้งประหยัดเรื่องภาษี

นายวรภัคกล่าวว่า จากกระแสข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ในช่วงนี้ก็อดเป็นห่วงอนาคตของตั๋วบีอีไม่ได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับจรรยาบรรณของสถาบันการเงิน ที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้กู้และนักลงทุน ที่ควรจะทำหน้าที่หลักๆ 2 อย่างให้ชัดเจนคือ 1.การเปิดเผยข้อมูลที่ชัดเจนโดยเฉพาะเรื่องความเสี่ยงแก่นักลงทุน ถึงแม้ตั๋วบีอีจะไม่ต้องมีเรตติ้ง 2.ก็คือนโยบายความเหมาะสมในการนำเสนอตราสารหนี้ให้กับนักลงทุน เพื่อจะกลั่นกรองว่าตราสารนี้มีความเสี่ยงและกลุ่มนักลงทุนที่ธนาคารจะไปเสนอขายมีความรู้ความเข้าใจในความเสี่ยงของตราสารหนี้อย่างถ่องแท้

สำหรับการแก้ไขปัญหาทางออกง่ายที่สุดก็คือ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ควรจะบังคับให้ตั๋วบีอีระยะสั้นทุกชนิดต้องมีการเปิดเผยข้อมูลให้กับนักลงทุนรายย่อย ในฟอร์มแบบสั้นๆ หรือ 1 ถึง 2 หน้ากระดาษ แต่มีความชัดเจน (ไม่ใช่เปิดเผยเป็นร้อยๆหน้ากลายเป็นนักลงทุนอ่านไม่ไหว) ให้นักลงทุนเปรียบเทียบ ผมยกตัวอย่างเช่น อัตราส่วนทางการเงินของผู้ออกตั๋วเมื่อเทียบกับอัตราส่วนทางการเงินเฉลี่ยของเครดิตเรตติ้งต่างๆ เช่น D : E หรือ Debt to EBITDA ของบริษัทนี้ เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นที่มีเรตติ้ง BBB, A, AA, AAA หรือถ้าจะให้เข้มขึ้นก็คือตั๋วบีอีระยะสั้นต้องมีการกำหนดชัดเจนว่าวัตถุประสงค์ในการนำเงินไปใช้ก็คือเป็นการไฟแนนซ์เงินทุนหมุนเวียนระยะสั้นเท่านั้น ไม่ใช่เอาเงินระยะสั้นของตั๋วบีอีไปไฟแนนซ์การลงทุนระยะยาวหรือมาทดแทนส่วนทุน (equity financing)

“น่าเป็นห่วงกว่าอนาคตของตั๋วบีอีก็คือสถานการณ์ของตั๋วบีอีในวันนี้ ที่อาจจะเกิดวิกฤติความเชื่อมั่นลุกลามบานปลายกระทบสภาพคล่องของทั้งระบบการเงินการธนาคารได้ถ้าไม่มีการสื่อความและวางแผนรองรับที่ดี ธนาคารใหญ่ๆควรจะตั้งวอร์รูมมารองรับสถานการณ์ของตั๋วบีอีในวันนี้แล้วครับ”.

 

Leave a comment