ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ม.ค. 2560 16:25
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/838766

นอกจากนี้ ยังสั่งการให้จัดตั้งตลาดชุมชนประชารัฐในแต่ละหมู่บ้าน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ต้องดำเนินงานร่วมกับกองทุนหมู่บ้าน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กระทรวงมหาดไทย และต้องเชื่อมโยงการท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน เช่น ที่ จ.น่าน มีผ้าทอที่มีชื่อเสียงและสวยงาม แต่ไม่มีคนรู้จักหมู่บ้านทอผ้านี้ จึงต้องทำให้คนซื้อ และนักท่องเที่ยวรู้จัก และเข้ามาซื้อผ้าถึงในหมู่บ้าน ซึ่งจะเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนเช่นกัน
”ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ประชุมพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันพิจารณาว่า แต่ละจังหวัดจะมีตลาดทั้ง 3 รูปแบบที่ใดบ้าง อย่างที่ผมเสนอไป เช่น จ.ชุมพร อาจตั้งเป็นตลาดกลางทุเรียน เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาเที่ยวในพื้นที่ หรืออย่าง จ.สุราษฎร์ธานี อาจเป็นตลาดกลางอาหารทะเล เมื่อมีสินค้าขาย ก็ต้องเอานักท่องเที่ยวเข้ามาซื้อ ไม่อย่างนั้นของจะขายไม่ได้ ถือเป็นการสร้างรายได้ให้ชุมชน”
นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ติดตามดูแลสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด เพราะขณะนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเริ่มขยับสูงขึ้นแล้ว และอาจมีผลทำให้ต้นทุนการผลิต และการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น จนผู้ประกอบการอาจขอปรับขึ้นราคาขายได้ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่า จะดูแลอย่างเต็มที่ และทำงานเชิงรุกเพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนผู้มีรายได้น้อย ส่วนในพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบภัยน้ำท่วม ต้องดูแลไม่ให้ผู้ค้าเอาเปรียบฉวยโอกาสขึ้นราคาซ้ำเติมประชาชนด้วย
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ ได้เสนอจะให้มีร้านธงฟ้าประชารัฐ ซึ่งขายสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ เช่น ผงซักฟอก สบู่ ยาสีฟัน เป็นต้น ในราคาต่ำกว่าท้องตลาด 15-20% เป็นอย่างน้อย กระจายเข้าไปในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ โดยในเบื้องต้น จะขอความร่วมมือร้านค้าปลีก และค้าส่ง ที่อยู่ในเครือข่ายของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้เข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งดูแลค่าครองชีพผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศ.