2อดีตขุนคลัง มองแผน Brexit ไม่กระทบ ศก.ไทยมาก-รอความชัดเจนนโยบายทรัมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ม.ค. 2560 14:49

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/838678


“กรณ์” เผย อังกฤษแยกตัวออกจากอียูนั้น ไม่กระทบต่อ ศก.ไทยโดยตรง แต่ทางอ้อมกระทบด้านความเสี่ยงการเงินของโลก ด้าน “ทนง” ชี้ Brexit ทำเงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แนะนักลงทุน รอความชัดเจนจากทรัมป์เรื่องการแถลงนโยบาย…วันที่ 18 ม.ค. 60 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยกับ “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” ถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย จากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันที่ 20 ม.ค. นี้ รวมถึงปัจจัยความกังวลเกี่ยวกับอังกฤษจะเริ่มกระบวนการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ในกรอบเวลา 2 ปี ว่า ในเรื่องอังกฤษแยกตัวออกจากอียูนั้น โดยตรงยังไม่กระทบต่อเศรษฐกิจไทยมาก แต่ในทางอ้อมค่อนข้างจะกระทบในด้านความเสี่ยงการเงินของโลกโดยรวม ขณะที่ความสัมพันธ์ทางการค้าไทยกับยุโรปนั้นยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ส่วนนโยบายของทรัมป์ มองว่า คณะรัฐมนตรีของทรัมป์ มีสัดส่วนที่เป็นนักธุรกิจเป็นส่วนใหญ่ และดูเหมือนว่าจะมีทัศนคติทางลบในอดีต รวมทั้งเรื่องความชัดเจนนโยบายการค้า ซึ่งการแสดงท่าทีดังกล่าวนั้น ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลเรื่องการปิดกั้นทางการค้า ส่งผลให้บรรยากาศการค้าขาย ระบบการผลิตจะได้รับผลกระทบ ซึ่งนักลงทุนควรเตรียมตัวรับความเสี่ยง ติดตามข่าวสารต่างๆ ใกล้ชิด

ด้าน นายทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยด้วยว่า เรื่อง Brexit กระทบต่อไทยไม่มาก การค้าระหว่างไทยกับยุโรป และไทยกับอังกฤษ ยังไม่เปลี่ยนแปลงมาก เศรษฐกิจไทยเติบโตแบบต่ำเหมือนเดิม แต่ในด้านการเงิน อัตราแลกเปลี่ยน ต้องใช้เวลาในการปรับตัว ประกอบกับค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย

นายทนง กล่าวด้วยว่า ในขณะนี้ทรัมป์ยังไม่มีนโยบายหรือกลยุทธ์ที่ชัดเจนออกมา จึงยังไม่สามารถประเมินผลกระทบโดยรวมได้ ซึ่งนักลงทุนยังต้องรอความชัดเจนจากทรัมป์ในการแถลงนโยบายก่อนว่าจะออกมาในทิศทางใด

ขณะที่ นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีอังกฤษจะเริ่มกระบวนการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ว่า นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้กล่าวในการแถลงจุดยืนการเจรจาออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) โดยย้ำถึงความสำคัญในการควบคุมจำนวนผู้อพยพ การยกเลิกการยอมรับขอบเขตของอำนาจศาลและกฎหมายที่ออกโดยรัฐสภายุโรป และการลดการจ่ายเงินอุดหนุนให้สหภาพยุโรป

สำหรับในด้านการค้า ต้องยอมรับกฎการเคลื่อนย้ายเสรี 4 ประการ เนื่องจากอังกฤษต้องการจำกัดจำนวนผู้อพยพจากสหภาพยุโรป นอกจากนี้ อังกฤษจะไม่เป็นสมาชิกสหภาพศุลกากร ซึ่งกำหนดให้เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากนอกกลุ่มในอัตราเดียวกันทั้งหมด เนื่องจากอังกฤษต้องการอิสระในการเจรจาข้อตกลงการค้ากับประเทศอื่นๆ ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องกำหนดภาษีในอัตราที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ

นอกจากนี้ อังกฤษดูเหมือนจะต้องการเริ่มการการค้าเสรีกับ EU ใหม่ทั้งหมด ซึ่งคล้ายกับในกรณีของแคนาดา อย่างไรก็ดี ข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่าง EU และแคนาดา ใช้เวลาในการเจรจาถึง 7 ปี และยังไม่ครอบคลุมถึงสินค้าและบริการทั้งหมด ในขณะที่อังกฤษจะมีเวลาในการเจรจาเพียง 2 ปี ตามข้อกำหนดในมาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน

ทั้งนี้ ยังมองว่า การเจรจายังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก เนื่องจากทาง EU จะยังไม่เปิดเผยจุดยืนในการเจรจาจนกว่าอังกฤษจะเริ่มต้นกระบวนการออกจากสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการตามมาตรา 50 ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือน มี.ค. นี้ นอกจากนี้การเจรจายังน่าจะคืบหน้าได้ช้าในปีนี้ เนื่องจากจะมีการเลือกตั้งในหลายประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ ในเดือน มี.ค. ฝรั่งเศส ในเดือน เม.ย. และเยอรมนี ในเดือน ต.ค.

 

Leave a comment