ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ม.ค. 2560 07:45
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842472

แบงก์ทหารไทยชี้เงินบาทปีนี้ผันผวนแรง หลังการเมืองยุโรปไม่นิ่ง และนโยบาย “ทรัมป์” ตามหลอน ขณะที่โบรกเกอร์ทองคำเผย ทั่วโลกกังวลนโยบายสหรัฐฯยังไม่ชัดเจน แห่ตุนทองคำ ดันราคาพุ่ง ลั่นชัดเจนเมื่อไร และสร้างเชื่อมั่นนักลงทุนได้ เงินดอลลาร์สหรัฐฯจะแข็งค่า กดดันราคาทองดิ่ง ด้าน “อภิรดี” ยันไม่ห่วงมะกันถอนตัวจาก TPP เร่งเดินหน้าจบ RCEP
นายศรัณย์ ภู่พัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารตลาดทุน ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มค่าเงินบาทปีนี้มีโอกาสผันผวนแรงต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา จากสถานการณ์การเลือกตั้ง และการเมืองในยุโรป ที่ปีนี้หลายประเทศจะเลือกตั้ง ทั้งเนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี และก่อให้เกิดกระแสชาตินิยม จนกระทบต่อเสถียรภาพของสหภาพยุโรป (อียู) และมีนัยต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงมาตรการทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ คาดว่าปีนี้ค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่ามาอยู่ที่ 36.50-36.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และแข็งค่าขึ้นในช่วงสิ้นปีมาอยู่ที่ 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ผู้ประกอบการต้องระมัดระวัง และบริหารความเสี่ยงให้ดี
ส่วนนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรการลดภาษี การลงทุนโครงสร้างขั้นพื้นฐาน มาตรการกีดกันการค้า การลงทุน และการเคลื่อนย้ายแรงงาน ต้องติดตามดูว่าจะรุนแรงอย่างที่หาเสียงไว้หรือไม่ ซึ่งความไม่แน่นอนเหล่านี้จะก่อให้เกิดความผันผวนด้านเงินทุนระหว่างประเทศ ดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน และราคาสินทรัพย์ทั่วโลกตลอดปีนี้ ขณะที่ดอกเบี้ยในไทย เชื่อว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงไว้ที่ 1.5% แม้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 รอบ เพราะการลงทุนและการบริโภคในประเทศ ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่วนเงินทุนต่างประเทศ มีโอกาสไหลออก แต่ไทยรับมือได้ เพราะสัดส่วนนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้น และตลาดธนบัตรของไทย มีน้อย
ด้านนางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งแระเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา หลังการสาบานตนรับตำแหน่งของนายทรัมป์ ค่าเงินบาทแข็งขึ้น 0.34% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลง เมื่อเทียบกับคู่ค้า ซึ่งเป็นการปรับฐานจากที่ก่อนหน้านี้แข็งค่าเร็วมาก ในระยะต่อไป ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ คงปรับเปลี่ยนตามข่าวสาร และข้อมูลที่ทยอยออกมาในเรื่องการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของรัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐฯ จึงปรับมุมมองเกี่ยวกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯให้อ่อนค่าลง ส่วนนายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปี 60 ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับช่วงที่นายทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง โดยค่าเงินบาทเคยแข็งค่าขึ้นไป 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ล่าสุดอ่อนค่าลงเหลือ 35.3-35.4 บาทต่อดอลลาร์ฯ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯจากนี้ น่าจะขึ้นอยู่กับการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของเฟดมากกว่า หากขึ้นเร็วจะกลับมาแข็งค่าได้
ขณะที่นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์-เนชั่นแนล ผู้ค้าส่งทองคำรายใหญ่ และโบรกเกอร์ Gold future (สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า) กล่าวว่า ราคาทองคำในตลาดโลกตั้งแต่ต้นปี 60 ถึงวันที่ 23 ม.ค.60 อยู่ที่ระดับ 1,217.81 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 66 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ หรือ 5.8% จากราคาปิดของปี 59 และแกว่งตัวขึ้นลง 73 ดอลลาร์ หรือ 6.3% โดยขึ้นไปสูงสุดที่ 1,218.64 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนราคาทองคำในประเทศ เพิ่มขึ้น 400 บาทต่อบาททองคำ หรือขึ้น 2% เมื่อเทียบกับราคาปิดของปี 59 โดยแกว่งตัว 650 บาทต่อบาททองคำ หรือ 3.3%
“ราคาทองคำได้รับปัจจัยหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลังนายทรัมป์สาบานตนรับตำแหน่ง และยืนยันจะปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ซึ่งยังไม่สามารถประเมินได้ชัดว่า จะกระทบต่อการค้า ภาษี คนเข้าเมือง และกิจการต่างประเทศในทิศทางใด ซึ่งความกังวลเหล่านี้ กระตุ้นให้เกิดแรงซื้อทองคำมากขึ้น แต่ต้องระมัดระวังแรงขาย ที่จะออกมาเป็นระยะ หลังนางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟดสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ และหากนายทรัมป์เปิดเผยรายละเอียดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนได้ จะส่งผลเชิงบวกต่อเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งจะกดดันราคาทองคำ และเกิดแรงขายทองคำ”
ด้านนายจิตติ ตั้งสิทธิภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า แม้นโยบายของนายทรัมป์ล่าสุดที่ออกมายังไม่มีอะไรชัดเจน แต่หากพิจารณาจากเมื่อครั้งหาเสียง คาดว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ตลาดเงิน และตลาดทองคำแน่นอน ต้องดูต่อไปว่าเมื่อมีนโยบายชัดเจนแล้ว จะมีผลกระทบต่อสิ่งเหล่านี้ ทั้งในตลาดโลก และตลาดไทย ซึ่งผู้ค้าทองคำต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมรับปัญหาต่างๆตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นมีโอกาสขาดทุนสูง
ส่วนนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่นายทรัมป์ ได้ลงนามถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) ว่า จะไม่มีผลกระทบต่อไทย เพราะไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิกทีพีพี แต่ไทยต้องเร่งผลักดันให้การเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจในภูมิภาค (RCEP) ระหว่างอาเซียนและคู่เจรจา คือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ได้ข้อสรุปภายในปี 60 เพราะไทยจะได้ประโยชน์ นอกจากนี้ ไทยยังเพิ่มโอกาสการค้ากับสหรัฐฯ ในกรอบข้อตกลงทางการค้าและการลงทุนสหรัฐฯ (TIFA) และสนธิสัญญาไมตรีไทย-สหรัฐฯ สำหรับนโยบายจะถอนการลงทุนของภาคเอกชนสหรัฐฯในประเทศต่างๆ กลับเข้ามาลงทุนในสหรัฐฯนั้น นักลงทุนสหรัฐฯยืนยันว่า การถอนการลงทุนในต่างประเทศทั้งหมดเป็นไปได้ยาก เพราะสหรัฐฯไม่สามารถผลิตสินค้าได้หลากหลาย เนื่องจากไม่มีวัตถุดิบ ดังนั้น การลงทุนของสหรัฐฯในไทยและอาเซียน จะไม่ย้ายฐานแน่นอน.