ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ม.ค. 2560 06:15
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842453

“ประเสริฐ บุญสัมพันธ์” แม่ทัพใหญ่ “พีทีทีจีซี” ลงนามร่วมกับ 23 หน่วยงาน เคลื่อนการลงทุนเศรษฐกิจชีวภาพ ผ่านแผนงาน 10 ปี ใช้งบ 4 แสนล้านบาท ผลิตพลังงานชีวภาพ เคมีชีวภาพ เภสัชภัณฑ์ อาหาร ระดับสูง เกิดการจ้างงานใหม่ 2 หมื่นตำแหน่ง ส่งไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจชีวภาพแห่งอาเซียน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา คณะทำงานด้านการพัฒนาคลัสเตอร์ ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ที่มี นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม หัวหน้าทีมภาครัฐ และนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะทำงานด้านการพัฒนาคลัสเตอร์ ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้จัดให้มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษาและวิจัย รวม 23 หน่วยงาน เพื่อเริ่มต้นในการขับเคลื่อนการลงทุนด้านเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศไทย
นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ พีทีทีจีซี ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะทำงานด้านการพัฒนาคลัสเตอร์ ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ว่า คณะทำงานกลุ่มไบโออีโคโนมี (Bioeconomy) หรือเศรษฐกิจชีวภาพ ที่เกิดจากการรวมตัวกันของภาคเอกชน ได้เห็นถึงความจำเป็น เพื่อนำประเทศไทยก้าวข้ามผ่านความท้าทายของการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมไปให้ได้
ดังนั้น แผนการดำเนินงานพัฒนาไบโออีโค-โนมี ระยะเวลา 10 ปี (ปี 2560-2569) จึงได้มีกรอบลงทุนคิดเป็นมูลค่าประมาณ 400,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ปี 2560-2561 ใช้เงินลงทุนประมาณ 51,000 ล้านบาท เพื่อต่อยอดการพัฒนาพลังงานชีวภาพ เคมีชีวภาพ อาหาร ชีวเภสัชภัณฑ์ ซึ่งก็คือ การผลิตยารักษาโรค จากวัตถุดิบทางธรรมชาติ คือน้ำตาลทรายเกรดบริสุทธิ์สูง เพื่อลดการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต ที่จะมีการทำงานผ่าน โครงการต่างๆ อาทิ การปรับปรุงเมล็ดพันธุ์และจัดหาเครื่องจักร เป็นต้น
ระยะที่ 2 ปี ระหว่างปี 2562-2564 ใช้เงินลงทุนประมาณ 182,000 ล้านบาท เพื่อสร้างไบโอรีไฟเนอรี คอมเพล็กซ์ (Biorefinery Complexes) ครบวงจร หรือผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง และเมืองใหม่บนเศรษฐกิจชีวภาพและนวัตกรรมอย่างครบวงจร ไบโอโพลิส (Biopolis) รวมทั้งการพัฒนานวัตกรรมครบวงจร ผ่านโครงการสนับสนุนต่างๆ อาทิ การพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ ที่มีมูลค่าเพิ่มฐานชีวภาพความร่วมมือในเครือข่ายต่างๆ ในระยะที่ 3 ปี 2565-2569 มีเม็ดเงินลงทุนประมาณ 132,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับสู่รีจินอล ฮับ (Regional Hub) หรือการเป็นศูนย์กลางแห่งการผลิตอุตสาหกรรมไบโอพลาสติก ของอาเซียน, สร้างโรงงานต้นแบบและโรงงานผลิตเชิงพาณิชย์สำหรับผลิตภัณฑ์ชีวเภสัชภัณฑ์ การจัดตั้งสถาบันวิจัยขั้นสูง เรื่องเภสัชภัณฑ์ชั้นสูง
“แผนงานดังกล่าวทำให้เกิดการลงทุนทั้งในและต่างประเทศในด้านชีวเภสัชภัณฑ์ 100,000 ล้านบาท สร้างมูลค่าการส่งออกชีวเภสัชภัณฑ์ 75,000 ล้านบาท เพื่อทำให้ประเทศไทยมีการผลิตยาชีววัตถุและวัคซีนระดับโลก 20 รายการ รวมทั้งก่อให้เกิดการจ้างงาน 20,000 ตำแหน่ง และการลงนามฯดังกล่าว เป็นความร่วมมือของทั้ง 3 ภาคส่วน เพื่อร่วมกันสร้างเศรษฐกิจชีวภาพ ที่เป็น เศรษฐกิจคลื่นลูกใหม่ ที่ 3 ภาคส่วน จะร่วมกันทำให้เกิดความเชื่อมโยงทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้เกิดความเข้าใจความต้องการของกันและกันให้มากขึ้น”.