ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ม.ค. 2560 08:00
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842197

สำหรับโครงการ FinTech Challenge ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต.และหลายหน่วยงานให้การสนับสนุน ได้เดินมาเกือบครึ่งทางแล้ว แน่นอนว่าเหล่าสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋งๆ ก็ถูกคัดเลือกกันอย่างเข้มข้นจนมาถึงผู้เข้ารอบ 10 ทีมสุดท้าย ‘ไทยรัฐออนไลน์’ ขอพาผู้อ่านไปรู้จัก 10 ทีมที่ได้รับการคัดเลือกซึ่งมีดังนี้

ทีม C3Finance
1. C3.finance
ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) สำหรับธุรกรรมทางการเงินผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ซึ่งมีความปลอดภัยสูงสุด จะช่วยให้สถาบันการเงินต่างๆ รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง ใช้ข้อมูลต่างๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังเป็นคลังข้อมูลขนาดใหญ่ที่ช่วยให้ผู้กำกับดูแลกิจการ (Regulator) ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงิน เช่น ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ.สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

2. Smart Contract Thailand
Smart Contract หรือ ระบบจัดเก็บสัญญาอัจฉริยะที่อยู่บนเทคโนโลยีบล็อกเชน โดยสถาบันการเงินไม่ว่าจะเป็น ธนาคาร ประกันภัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) สามารถเข้าถึงข้อมูลหรือสัญญาต่างๆ ได้ง่ายขึ้นและปลอดภัยอีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยลดต้นทุน (Cost) ค่าใช้จ่าย เช่น แรงงาน ค่ากระดาษ การจัดเก็บเอกสาร อีกด้วย

3. FundRadars
หลายคนอาจจะคุ้นกับ StockRadars แน่นอนว่า FundRadars เป็น 1 ในโปรเจกต์ของผู้บริหารหนุ่มไฟแรงอย่าง แม็กซ์ ธีระชาติ ก่อตระกูล ซึ่ง StockRadars ถือเป็นสตาร์ทอัพรุ่นแรกของไทย สำหรับ FundRadars นั้น ศุภากร เจียงรังสิน หนึ่งในทีมงานอธิบายว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน ไลน์ ในประเทศไทยกว่า 30 ล้านบัญชี ซึ่งไลน์ถือเป็นอะไรที่ไม่ยุ่งยากและคนส่วนใหญ่ก็ใช้งานเป็นอยู่แล้ว การทำ Official Account บนไลน์ให้ผู้ที่สนใจสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนรวม รวมถึงการเปิดบัญชีกองทุนรวม ก็จะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น โดยทีมงานได้พัฒนา Chatbot ที่ชาญฉลาดมาพูดคุยกับผู้ที่สอบถามข้อมูลในเบื้องต้นอีกด้วย

4. PrivateChain
เป็นอีกหนึ่งบริการระหว่างธุรกิจขนาดเล็ก หรือ SME รวมไปถึงธุรกิจสตาร์ทอัพ ที่มองหาแหล่งเงินทุน โดย PrivateChain จะทำหน้าที่เสมือนตลาดหลักทรัพย์ ที่ให้เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กมาระดมทุน โดยนักลงทุนก็จะได้ผลตอบแทนกลับไป โดยทุกธุรกรรมจะอยู่บนบล็อกเชน ซึ่งทั้งหมดจะเกิดขึ้นโดยไม่ต้องผ่านโบรกเกอร์ โดยบริษัทนอกตลาด (private-equity) ก็สามารถเข้ามาร่วมลงทุนได้อีกด้วย ซึ่งในตลาดแห่งนี้จะมีเพียงเจ้าของธุรกิจ นักลงทุน และ PrivateChain เท่านั้น ถือเป็นอีกบริการหนึ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก

5. สานฝัน
ทำไมชาวนาปลูกข้าวแต่ไม่รวยเสียที ทำไมเราช่วยอุดหนุนสินค้าเกษตรแต่เกษตรกรก็ยังขาดทุน ทำไมเกษตรกรส่วนใหญ่มักเป็นหนี้ เชื่อว่าคำถามเหล่านี้ใครๆ ก็อยากได้ยินคำตอบ แต่การจะตอบคำถามเหล่านี้ได้เราต้องเข้าใจพื้นฐานและข้อมูลต่างๆ ของเกษตรกรเสียก่อน โดยทีมสานฝัน จึงตั้งโปรเจกต์ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวกลางระดมทุนระหว่างผู้ให้ทุน และเกษตรกร ซึ่งหากเกษตรกร สามารถทำกำไรได้ ทุนที่กู้ยืมไปก็จะกลับเข้าสู่ระบบ ทำให้เงินทุนไม่มีวันหมด แต่จะต่อยอดให้เกษตรรายต่อๆ ไปได้นำไปใช้ โดยทีมสานฝันจะใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน เข้ามาจัดการระบบ พร้อมทั้งให้ข้อมูลกับเกษตรกรในการบริหารจัดการเงินลงทุน การเพาะปลูกหรือการทำการเกษตรที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

6. ABorrow
ทุกเรื่องเกี่ยวกับสินเชื่อ ให้ ABorrow ช่วยจัดการ จะดีแค่ไหนหากเราสามารถนำความต้องการของผู้ขอสินเชื่อมาพบกับธนาคารโดยตรง ซึ่ง ABorrow จะจัดการนำความต้องการของลูกค้ามาจับคู่กับธนาคาร ผลลัพธ์ที่ออกมาคือ ผู้ขอสินเชื่อได้เงินตามเป้าหมายที่ต้องการไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงิน ดอกเบี้ย จำนวนงวดที่ผ่อน ขณะที่ธนาคารจะได้ลูกค้าที่ตรงตามกลุ่มเป้าหมายของการออกสินเชื่อ ช่วยลดต้นทุน (Cost) ด้านบุคลากร ค่าโฆษณา เป็นต้น นอกจากนี้ ABorrow ยังให้บริการด้านความรู้ทางการเงินให้กับลูกค้าอีกด้วย

7. Peer Power
จะดีแค่ไหน ถ้านำนักลงทุนที่แสวงหาผลตอบแทนที่นอกเหนือจากหุ้น ตราสารหนี้ มาเจอกับผู้ที่ต้องการขอสินเชื่อไปต่อยอดธุรกิจ หรือจะให้เรียกง่ายๆ คือ การให้กู้ยืมแบบคนต่อคน (Peer to Peer Lending) ซึ่งการกู้ยืมในลักษณะนี้ได้รับความนิยมในต่างประเทศเป็นอย่างมาก โดย Peer Power จะเป็นตัวกลางระหว่างนักลงทุน-ผู้ต้องการแหล่งเงินทุน เรียกได้ว่าวินวินทั้งสองฝ่าย

8. จับจ่าย
จับจ่าย For School เป็นการนำเทคโนโลยีระบบสแกนนิ้วที่แต่เดิมใช้เพียงการซื้อของภายในโรงอาหารของโรงเรียน มาพัฒนาระบบจนสามารถตรวจเช็กการเข้าออกของนักเรียนในแต่ละวัน โดยระบบจะมีการแจ้งเตือนไปยังแอปพลิเคชัน ว่าบุตรหลานของท่านเข้าเรียนตอนกี่โมง ใช้เงินซื้อขนมและอาหารไปกี่บาทนั่นเอง ในส่วนของโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา ก็สามารถจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียนได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขาด ลา มา สาย ส่วนระบบจับจ่ายภายในโรงอาหารก็ง่าย ไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดเก็บหรือสต๊อกสินค้าและการทำบัญชีซื้อขายอีกต่อไปอีกด้วย

9. Pet Insure
ทำเพราะความรัก ให้บริการด้วยความรัก แน่นอนว่าคนรักหมาแมวต้องไม่พลาด บริการดีๆ เกี่ยวกับประกันสัตว์เลี้ยงออนไลน์ Pet Insure นอกจากจะเป็นโบรกเกอร์ดูแลประกันภัยสำหรับน้องหมาน้องแมวแล้ว ยังช่วยดูแลและตอบคำถามต่างๆ เกี่ยวกับการดูแลน้องหมาน้องแมวผ่าน Chatbot ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างชาญฉลาดนั่นเอง

10. CoinEX
เวลาไปต่างประเทศ แน่นอนว่าทุกคนมักจะได้เหรียญ หรือแบงก์ย่อย กลับมาเสมอ แม้จะพยายามซื้อของในดิวตี้ฟรี (Duty Free) แล้วก็ตาม แต่เงินเศษๆ เหล่านั้นก็ต้องเดินทางกลับมาประเทศที่คุณอยู่เสมอ จะดีแค่ไหนที่เราจะเปลี่ยนเงินเหล่านั้นกลับสู่กระเป๋าในรูปแบบเงินดิจิทัล (Digital Currency) ไม่ว่าจะเป็น อาลีเพย์ (Alipay) ไลน์เพย์ (LINE Pay) เพย์พาล (PayPal) เป็นต้น แน่นอนว่าบริการ CoinEX จะช่วยจัดการปัญหาเหล่านี้ และที่สำคัญยังช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับรัฐในการผลิตเหรียญด้วยเช่นกัน
ก.ล.ต.ตื่นตัวรับการเปลี่ยนแปลงธุรกรรมการเงิน
นางทิพยสุดา ถาวรามร รองเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ในฐานะองค์กรที่ทำหน้าที่กำกับดูแลตลาดทุนไทย มองว่า ฟินเทค เป็นความท้าทายของตลาดทุนที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงรูปแบบของบริการทางการเงินและตลาดทุนไปอย่างสิ้นเชิง เทคโนโลยีทำให้เกิดผู้ให้บริการทางการเงินใหม่ๆ จึงเป็นจังหวะและโอกาสที่ดีที่ภาคธุรกิจจะต้องใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ดีขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง ขณะที่ผู้ลงทุนจะมีทางเลือกเข้าถึงบริการทางการเงินและการลงทุนได้หลากหลายด้วยต้นทุนที่เหมาะสม
ทั้งนี้ เราได้มุ่งเน้นยุทธศาสตร์ที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยและผลักดันให้ภาคธุรกิจใช้โอกาสจากเทคโนโลยีได้ โดยกำหนดแผนงานขับเคลื่อนนวัตกรรมตลาดทุน 5 ด้าน ได้แก่ 1. ทำข้อมูลตลาดทุนให้อยู่ในรูปแบบที่พร้อมใช้ พร้อมส่งต่อ นำไปต่อยอดได้อย่างรวดเร็ว 2. เปิดพื้นที่ให้มีที่ทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับผู้ประกอบการรายเดิมและรายใหม่ ตามที่ได้ดำเนินโครงการ Fintech Challenge Program และ สนามทดลอง (regulatory sandbox)
3. ส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยลดต้นทุนทั้งระบบ 4. ใช้เทคโนโลยีช่วยในการกำกับดูแล (RegTech) และ 5. รับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์
อย่างไรก็ตาม 10 สตาร์ทอัพที่ผ่านการคัดเลือกจะต้องมีการแข่งขันกันอีกครั้งเพื่อหาผู้ชนะเพียง 3 ทีมเพื่อรับทุนสนับสนุนนวัตกรรมยอดเยี่ยมจำนวน 250,000 บาท ซึ่งภายในงาน SEC FinTech Day 2017 นอกจากจะได้สัมผัส 10 สตาร์ทอัพที่เข้ารอบแล้ว ยังมีโอกาสได้รู้จักเหล่าฟินเทคสตาร์ทอัพอีกมากมายอีกด้วย สำหรับงานดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 7 ก.พ.นี้ ณ ศูนย์ C asean ชั้น 10 อาคารไซเบอร์เวิลด์ ใครสนใจก็สามารถแวะไปเยี่ยมชมได้