ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ม.ค. 2560 05:30
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/837804


“อรประภา พรมรังฤทธิ์” เจ้าของแบรนด์ชีววิถี
จุดเปลี่ยนตกงาน! ลาขาดชีวิตเงินเดือน
ก่อนจะทำธุรกิจเครื่องสำอางสมุนไพรเคยทำงานบริษัทเอกชนมาประมาณ 10 ปี ก่อนจะเกิดจุดเปลี่ยนเมื่อบริษัทปิดกิจการเนื่องจากภาวะทางเศรษฐกิจไม่ดี ตนจึงเริ่มทำธุรกิจส่วนตัวโดยออกมาเปิดร้านค้าส่งสินค้าเกี่ยวกับความงาม ตนเองชื่นชอบด้านความสวยความงามเป็นทุนเดิมอีกทั้งมีความสนใจและชอบใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมสมุนไพรจึงตัดสินใจศึกษาต่อทางด้านเวชสำอางและสมุนไพรจนกระทั่งจบเภสัชกรแพทย์แผนไทย สถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข นำวิชาต่างๆ มาต่อยอดผลิตเครื่องสำอางเพื่อทำเป็นธุรกิจ จนเมื่อศึกษาจบและได้ใบประกอบโรคศิลปะมาในปี 2549 จึงเปิดกิจการเครื่องสำอางสมุนไพรเต็มตัว
จากความชอบ…สมุนไพรสู่ธุรกิจทำกิน
ส่วนตัวเป็นคนชอบใช้ของทำจากสมุนไพรมีความรู้สึกว่า เมื่อใช้ติดต่อกันไปนานๆ ไม่แปรสภาพเป็นสารตกค้างจึงผลิตเครื่องสำอางสมุนไพรขึ้นมาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในราคาที่เหมาะสมและสามารถทำการตลาดได้ยั่งยืนเนื่องจากการดูแลตัวเองด้วยสมุนไพรธรรมชาติเป็นการดูแลตัวเองอย่างยั่งยืนด้วยเช่นกัน

นับหนึ่งไม่ยากสมาชิกครอบครัวช่วยกัน
แรกเริ่มทำธุรกิจมีเพียงสมาชิกภายในครอบครัว 7 คน ช่วยกันทำในครัวเรือน โดยได้นำวัตถุดิบคือ มะพร้าวที่มีอยู่จำนวนมากในพื้นที่ใกล้บ้าน อ.สามพราน จ.นครปฐม มาทำ ทรีทเมนต์น้ำมันมะพร้าว จากนั้น เริ่มเฟ้นหาสมุนไพรคุณภาพดีจากทั่วประเทศมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดเสมอ
ธุรกิจไปได้ยังได้ช่วยเกษตรกรซื้อวัตถุดิบ
ปัจจุบันมีแหล่งวัตถุดิบหลักในการผลิตเครื่องสำอาง 2 แห่ง นั่นคือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านน้ำเกี๋ยน จ.น่าน ซึ่งเป็นแหล่งที่ปลูกใบหมี่ สำหรับนำไปผลิตเป็นแชมพูใบหมี่ป้องกันผมร่วงได้อย่างดี อีกกลุ่มหนึ่งคือ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรแม่บ้านรำมะสัก จ.อ่างทอง ปลูกขิง ข่า ตะไคร้ ไพล นอกจากนี้ยังรับซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรโดยตรงอีกหลายพื้นที่ นับว่าช่วยให้เกษตรกรให้มีรายได้มั่นคง ตลอดจนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะมั่นใจได้ว่า ปลูกไปมีคนซื้อแน่นอน

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ทั้ง 2 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนดังกล่าว มีสมาชิกรวมกัน 678 คน ได้รับประโยชน์จากการขายพืชสมุนไพรต่างๆ ให้บริษัท มูลค่ารวมกันหลักสิบล้านบาทต่อปี
จากโอทอป 5 ดาว ก้าวเข้าสู่ชั้นเซเว่นฯ
สำหรับการทำการตลาดนั้น ยุคแรกเข้าโครงการโอทอปของชุมชนก่อน โดยผลิตภัณฑ์สมุนไพรได้รับคัดสรรเป็นระดับ 5 ดาว จึงช่วยให้มีช่องทางตลาดขายตามงานโอทอประดับใหญ่ขึ้น ต่อมาหลังจากเริ่มมีชื่อเสียงแบรนด์ชีววิถีเริ่มเป็นที่รู้จักในระดับหนึ่งแล้วจึงมุ่งหาช่องทางตลาดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเมื่อปี 2556 ได้นำสินค้าไปเสนอร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น และได้รับพิจารณาเข้าวางขาย กลายเป็นจุดเปลี่ยนให้ต้องกลับมาพัฒนาทุกด้าน ตั้งแต่การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การทำตลาด และการผลิต เพื่อที่จะได้มาตรฐานตามที่เซเว่นฯ กำหนด
พัฒนาไม่หยุด ขายดีสะบัด โกยเงินล้าน
จากการที่บริษัทไม่หยุดพัฒนาในการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มาวางขาย ส่งผลให้ยอดขายจากเดิมที่ได้หลักแสนบาทต่อเดือน เพิ่มเป็นหลักล้านบาทต่อเดือน และเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 30% ทุกปี ขณะเดียวกันจากยอดขายดังกล่าว ช่วยสร้างเครดิตให้สถาบันการเงินเชื่อมั่น อนุมัติสินเชื่อสร้างโรงงานแห่งใหม่มูลค่ากว่า 33 ล้านบาท สามารถขยายกำลังการผลิตเป็นกว่า 5,000-7,000 ชิ้นต่อวัน พนักงานปัจจุบันอยู่ที่ 120 คน เฉพาะปี 2558 ยอดขายรวมกว่า 150 ล้านบาท ซึ่งมาจากการขายผ่านเซเว่นฯ 40% ขณะที่อีก 30% มาจากการขายผ่านตัวแทนต่างๆ และอีก 30% มาจากรับจ้างผลิตและออกงานแสดงสินค้าต่างๆ

จับกลุ่มลูกค้าทั่วไปมีสินค้ากว่า 200 ตัว
แบรนด์ชีววิถีเป็นเวชสำอางจากสมุนไพรเน้นตลาดผู้บริโภคทั่วไป ในปัจจุบันนี้มีสินค้ารวมกว่า 200 รายการ ยกตัวอย่าง แชมพูสระผมใบหมี่-อัญชัน ครีมนวดส้นเท้าสูตรกล้วยหอม ทรีทเมนต์มะพร้าวสูตรน้ำมันมะพร้าวและเครื่องดื่มสมุนไพรตรีผลา เป็นต้น สินค้าขายดีที่สุดอันดับ 1 ก็คือ ทรีทเมนต์มะพร้าวสูตรน้ำมันมะพร้าว อันดับ 2 คือ ครีมนวดส้นเท้าสูตรกล้วยหอมและอันดับ 3 คือ แชมพูสระผมใบหมี่-อัญชัน
ของดี? 10 ปี ไม่เคยโฆษณาโกยเงียบ
ทั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มธุรกิจมาประมาณ 10 ปี ไม่เคยทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ใดๆ ยุคแรกๆ ลูกค้าจะพบสินค้าของเราได้ในงานโอทอปซื้อไปทดลองใช้ เมื่อใช้ถูกใจ ก็จะจำแบรนด์ได้และซื้อใช้ซ้ำต่อเนื่อง พอไปเจอขายในร้านสะดวกซื้อทำให้หาซื้อได้ง่ายขึ้น

บทเรียนสำคัญสินค้าสมุนไพรข้อจำกัดเยอะ
ส่วนเรื่องราคานั้นเป็นสิ่งที่พยายามกำหนดให้เหมาะสมลูกค้าซื้อได้ง่ายสุดเนื่องจากสมุนไพรไทยในความรู้สึกของลูกค้าคนไทยแล้ว จะมองว่า ต้องเป็นของถูก เคยลองปรับบรรจุภัณฑ์ให้ดูหรูหราเพื่อเพิ่มมูลค่า ปรากฏว่า ลูกค้าไม่ยอมรับต้องหันกลับมาใช้บรรจุภัณฑ์แบบเดิมๆ ดังนั้น กำไรต่อหน่วยของชีววิถีจึงน้อยมาก แต่อาศัยขายในปริมาณมากทดแทนรวมถึงซื้อวัตถุดิบต่างๆ เก็บสต๊อกไว้เพื่อควบคุมต้นทุนจนทำให้สามารถขายสินค้าได้ในราคาย่อมเยา
ดังนั้น หัวใจในการทำธุรกิจนี้ จึงเกิดจากคุณภาพที่ผู้ใช้เชื่อถือ ประกอบกับราคาเหมาะสม ไม่แพง จนเกินไปและมีสินค้าให้เลือกหลากหลายใช้ในชีวิตประจำวัน
มองไปข้างหน้า..ส่งสินค้าก้าวสู่เวทีโลก
สำหรับแผนธุรกิจในปี 2560 ตั้งเป้าซื้อที่ดินกว่า 8 ไร่ ใน จ.กาญจนบุรี เพื่อปลูกพืชสมุนไพรบางชนิด เป็นการขยายแหล่งปลูกวัตถุดิบ รวมถึงจะได้พยายามนำผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมของบริษัทส่งประกวดรางวัลจากเวทีประกวดระดับนานาชาติ เพื่อใช้เป็นใบการันตีคุณภาพ พร้อมเปิดช่องทางขยายตลาดสู่ลูกค้าต่างชาติ.
