ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ม.ค. 2560 07:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843280

นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้มีการปฏิวัติองค์กรครั้งใหญ่ เพื่อรองรับต่อกระแสดิจิทัลที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในประเทศไทย โดยได้สั่งการให้ผู้บริหารสายงานระดับสูง 20 คน ที่มีสายงานขึ้นตรง ไม่ต้องทำธุรกิจธนาคารพาณิชย์ปกติ แต่ให้มุ่งเน้นในเรื่องการปรับองค์กร เพื่อสู้กับกระแสการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป และภายในเวลา 3 ปี จะก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของธนาคารที่มีผู้ใช้บริการธุรกรรมการเงินสูงสุด ขณะเดียวกันช่วงปี 59-62 จะใช้เงินลงทุนกว่า 30,000-40,000 ล้านบาท เพื่อปรับเปลี่ยนระบบเทคโนโลยี โดยในอนาคตการให้บริการธุรกรรมการเงินของธนาคาร จะใช้เทคโนโลยีเข้ามาแทนคน
ทั้งนี้ ในส่วนของสาขาได้มีการเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการ ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า และมีการปรับสาขา 59 แห่ง จาก 1,200 สาขา เพื่อให้บริการลูกค้าเอสเอ็มอี ในส่วนของพนักงานสาขา เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ได้แยกพนักงานออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ให้บริการธุรกรรมทางการเงิน และพนักงานขายผลิตภัณฑ์การเงินที่มีกว่า 1,000 คน เพื่อทำหน้าที่ขายผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของลูกค้าที่แท้จริง แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์ กรณีที่มีข้อร้องเรียนเข้ามามากว่าลูกค้าที่มาใช้บริการที่สาขาแล้วถูกพนักงานขอให้สมัครใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน หรือมีการยัดเยียดลูกค้าให้ซื้อประกันและกองทุน “เพื่อปฏิวัติอุตสาหกรรม ธนาคารไทยพาณิชย์จะเลิกยัดเยียดลูกค้าให้สมัครใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน โดยการทำผลิตภัณฑ์การเงินของลูกค้าหลังจากนี้จะเป็นไปตามความสมัครใจ และความต้องการของลูกค้าที่แท้จริง”
นายอาทิตย์ยังกล่าวถึงการลงทุนในเทคโนโลยีทางการเงินหรือฟินเทค และนวัตกรรมใหม่ๆ ว่า ธนาคารมีแผนลงทุนผ่านบริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด โดยในอนาคตจะขยายการลงทุนไปในยุโรป และอเมริกา ซึ่งคาดว่าการลงทุนในรูปแบบดังกล่าวจะทำให้ธนาคารเข้าถึงสตาร์ทอัพและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่กว้างขวางมากขึ้น เพื่อนำมาใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ๆของธนาคาร โดยเร็วๆนี้เตรียมเปิดตัวบริการโมบายแบงก์กิ้ง ที่มีรูปแบบการให้บริการต่างกับบริการในปัจจุบัน
สำหรับเป้าหมายด้านการเงินของธนาคารปีนี้ ตั้งเป้าสินเชื่อโต 4-6% โดยจะรักษาอัตราหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ไว้ให้ต่ำกว่า 3% โดยจะปล่อยสินเชื่อให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ก่อสร้างและภาคการค้า พร้อมขยายธุรกิจควบคู่ไปกับซัพพลายเชนของลูกค้าปัจจุบัน นอกจากนี้จะมุ่งเน้นเพิ่มสัดส่วนธุรกิจในกลุ่มสินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิต ส่วนธุรกิจที่เข้มแข็งอยู่แล้ว เช่น สินเชื่อบ้านและรถยนต์ จะยังคงรักษาระดับการเติบโตต่อเนื่อง ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยนั้น ธนาคารตั้งเป้าโต 3-4% โดยเน้นธุรกิจอัตราแลกเปลี่ยน ธุรกรรมการค้าและส่งออก วาณิชธนกิจ ตลาดทุน และประกันชีวิต
นายอาทิตย์กล่าวถึงตั๋วแลกเงินระยะสั้น (บีอี) ที่มีปัญหาไม่สามารถชำระหนี้ได้จนทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นต่อตั๋วบีอี และมีการไถ่ถอนคืนก่อนกำหนดนั้น บริษัทที่ตกเป็นข่าวไม่ได้เป็นลูกค้าของธนาคาร แต่หากมีรายใดที่เป็นลูกค้าธนาคาร และมีผู้ถือตั๋วขอไถ่ถอน ธนาคารพร้อมเข้าไปช่วยเหลือเพื่อนำเงินไปคืนตั๋วบีอีดังกล่าว.