“ทรัมป์” ถอนตัวทีพีพีไม่กระทบไทย แต่ห่วงสหรัฐฯกีดกันจีน-ดึงทุนกลับทุบส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ม.ค. 2560 08:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843289


รัฐ-เอกชน ประสานเสียง สหรัฐฯถอนตัวทีพีพี ไม่กระทบไทย “สมคิด” ลั่นเดินหน้าอาร์เซปต่อ แต่ไม่สะบั้นสัมพันธ์อเมริกา แต่หวั่นหากสหรัฐฯกีดกันการค้ากับจีน-ดึงอุตสาหกรรมกลับถิ่นกระทบส่งออกไทยมากกว่า ธปท.พร้อมดูแลค่าเงิน-ดอกเบี้ยสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจ

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวถึงการลงนามในคำสั่งถอนสหรัฐอเมริกาออกจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ วานนี้ (24 ม.ค.) ว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากนัก เพราะนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯเน้นใช้กับประเทศที่อยู่ใกล้กับสหรัฐฯ กรณีที่นักลงทุนสหรัฐฯไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแล้วส่งสินค้ากลับไปขายในสหรัฐฯ ทำให้ประชาชนสหรัฐฯไม่ได้ประโยชน์และไม่มีการจ้างงาน แต่สำหรับประเทศ ไทยนั้น เราอยู่ไกลกันและนักลงทุนที่ลงทุนในไทยมากเป็นอันดับ 1 คือ ญี่ปุ่น และอันดับ 2 คือ จีน ไม่ใช่สหรัฐฯ

ขณะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายก-รัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประเทศไทยสนใจและอยากสนับสนุนความตกลงพันธมิตรทางการค้าระดับภูมิภาค (RCEP) ประกอบด้วย เขตการค้าเสรีของอาเซียน+6 ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ และประชากรเกือบครึ่งของโลกมากกว่า TPP และเมื่อนายทรัมป์ถอนตัวก็คงยากที่ TPP จะเดินต่อได้ ดังนั้น ในอนาคตคิดว่าชาติในเอเชียจะขยับความสัมพันธ์ใกล้กันเข้ามา และจะหันมาสนับสนุนให้ RCEP เป็นจริงได้

“ไทยในฐานะชาติที่มีบทบาทสำคัญในอาเซียน ก็จะเป็นแรงหนึ่งที่สำคัญที่จะช่วยประสานในอาเซียนด้วยกัน และประสานชาติใหญ่อื่นๆให้ช่วยกันผลักดันให้ RCEP เดินหน้า ซึ่งทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ ขณะเดียวกันเราก็จะยังคงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แนบแน่นกับสหรัฐฯ และหาหนทางในระดับทวิภาคีให้มีจุดร่วมเชิงยุทธศาสตร์ทางการค้าการลงทุนในอนาคตต่อไป การถอนตัวของสหรัฐฯจาก TPP ไม่มีผลกระทบมากนักต่อไทย และถ้าหากสหรัฐฯจะเสนอหนทางใหม่เพื่อเพิ่มความสัมพันธ์เศรษฐกิจแทน TPP เราก็พร้อมที่จะศึกษาและร่วมมือในอนาคตต่อไป

“เอกชน” มองเลิก “ทีพีพี” ดีต่อไทยมากกว่า

นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า การประกาศยกเลิกการทำทีพีพีน่าจะส่งผลดีต่อประเทศไทยในการเข้าร่วมเจรจากรอบทีพีพีในอนาคตได้ เนื่องจากที่ผ่านมาการที่มีสหรัฐฯรวมอยู่ในทีพีพีทำให้ประเทศไทยติดปัญหาเรื่องการเจรจาเกี่ยวกับลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะเรื่องยา แต่เมื่อไม่มีสหรัฐฯแล้วไทยจึงน่าจะมีโอกาสเข้าร่วมและได้ประโยชน์จากการรวมกลุ่มทีพีพีในอนาคต เพราะท่าทีล่าสุดทางออสเตรเลียและชาติสมาชิกรวม 11 ประเทศ ก็พร้อมจะขับเคลื่อนการรวมกลุ่มทีพีพีต่อไป

ด้านนายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การที่นายทรัมป์ได้ลงนามถอนสหรัฐฯออกจากทีพีพี ตนยังเชื่อมั่นว่าจะไม่เกิดผลกระทบด้านลบทางการค้าต่อไทย เนื่องจากก่อนหน้านี้ไทยยังไม่ได้ร่วมลงนามทีพีพี ก็ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยสูญเสียความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก ตนยังยืนยันว่า ในระยะสั้นๆนี้คงจะไม่มีผลกระทบใดๆ แต่ในระยะยาวก็จะต้องติดตามว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯจะเรียกการลงทุนของสหรัฐฯที่อยู่นอกประเทศกลับไปยังสหรัฐฯตามเป้าหมายได้มากน้อยเพียงใด เพราะเป้าหมายระยะแรกอาจจะเป็นอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสูง เช่น รถยนต์ ซึ่งอาจทำให้การนำเข้ารถยนต์ ของสหรัฐฯลดลงในอนาคต

“นโยบายต่างๆของนายทรัมป์จะมีทั้งผลบวกและผลลบต่อเศรษฐกิจของไทยคือ นโยบายการกีดกันทางการค้าประเทศจีน ที่ต้องติดตามว่าจะกระทบต่อประเทศจีนมากน้อยเพียงใด เพราะไทยก็ส่งออกสินค้าขั้นต้น คือ วัตถุดิบ และขั้นกลาง คือ สินค้ากึ่งสำเร็จรูปเข้าไปในจีนจำนวนมาก หากจีนลดกำลังการผลิตลงก็จะทำให้ต้องลดการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการผลิตลง สุดท้ายก็จะกระทบต่อการส่งออกวัตถุดิบของไทยในอนาคต ขณะที่นโยบายการปรับลดภาษีนิติบุคคล และภาษีบุคคลธรรมดา จะส่งผลให้ชาวสหรัฐฯจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค เราจะได้อานิสงส์ตรงจุดนี้ แต่ภาคการเงินอาจผันผวนในระดับหนึ่งซึ่งต้องระวัง เพราะสหรัฐฯอาจจะประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วๆนี้ จะส่งผลให้เงินไหลกลับไปลงทุนสหรัฐฯ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น

ธปท.ดูแลค่าเงิน-ดอกเบี้ยไม่ให้กระทบธุรกิจ

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่า ในขณะนี้จะต้องติดตามนโยบายด้านการค้า การเงิน การลงทุนของสหรัฐฯอย่างใกล้ชิด ขณะที่ผลกระทบต่อค่าเงิน เงินทุนเคลื่อนย้าย และอัตราดอกเบี้ยนั้น การดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะดูในภาพรวมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเศรษฐกิจ และธุรกิจของไทยเป็นหลัก โดยการดำเนินนโยบายการเงิน ดอกเบี้ย รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนจะไม่ได้เน้นตอบสนองเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่มองไปข้างหน้า 2-3 เดือน

อย่างไรก็ตาม อัตราแลกเปลี่ยนฯและเงินทุนเคลื่อนย้ายในช่วงต่อไปจะมีความผันผวนสูงขึ้น เนื่องจากความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐบาลใหม่ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัญหาของทั้งโลก ไม่ได้เป็นสกุลเงินบาท หรือปัญหาของไทยเท่านั้น ซึ่ง ธปท.ติดตามดูแลการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะดูแลไม่ให้สร้างภาระให้กับภาคเอกชนมากเกินไป แต่ทั้งนี้ การบริหารจัดการความเสี่ยงของค่าเงิน และเงินทุนเคลื่อนย้าย เป็นความสามารถเฉพาะของธุรกิจที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศที่จะต้องติดตามความเสี่ยง และป้องกันความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม

“ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในช่วงก่อนหน้า ในขณะนี้เริ่มกลับมาอ่อนค่าอีกครั้ง เนื่องจากความไม่ชัดเจนของนโยบายของนายทรัมป์ ซึ่งต่อจากนี้ก็จะมีความผันผวนเพิ่มขึ้นอีก เช่นเดียวกับการเร่งตัวขึ้นของดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว ทั้งของสหรัฐฯและของไทยในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นห่วงเรื่องการระดมทุนของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อที่จะลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายการคลังนั้น เป็นนโยบายที่ต้องใช้เวลา ดังนั้น ผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยทั่วโลก รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และดอกเบี้ยทั่วไปของไทย อาจจะเป็นไปแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้กระทบรุนแรงมาก ซึ่ง ธปท.ติดตามเรื่องนี้ต่อเนื่อง โดยล่าสุด อัตราดอกเบี้ยระยะยาวของไทยที่เคยปรับขึ้นในช่วงสิ้นปี 2559 ได้ปรับลดลงมาสู่ระดับปกติในช่วงก่อนหน้าแล้ว”.

 

Leave a comment