โจรแจกหนัง EP.3 ลูกถูกพราก เจ้าของลิขสิทธิ์ลาจาก แบบนี้หรือสังคมแบ่งปัน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ม.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844998


โคม่า…
โคม่า ครับ
สำหรับวงการธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนต์บ้านเรา โดยเฉพาะวงการภาพยนตร์ไทย รวมไปถึง กลุ่มบริษัทที่ซื้อลิขสิทธิ์

อย่างที่เราทราบกันว่า การดูหนังออนไลน์นั้นง่ายแค่ปลายนิ้ว อยากดูเรื่องไหน แค่พิมพ์ชื่อเรื่อง แล้วต่อด้วย “ดูออนไลน์” หรือ “โหลด” สื่อบันเทิงทั้ง หนัง เพลง คอนเสิร์ต เดี่ยวไมโครโฟน” ก็ขึ้นมาให้เราเลือกสรรกันแล้ว

ในขณะเดียวกัน ภาครัฐเองแม้จะมีนโยบายออกมาสารพัด แต่ก็ดูเหมือนจะ “บ่มิไก๊” ทำอะไรไม่ได้ ปัญหาจึงถูกหมักหมมจนกลายเป็นไฟลามทุ่งจนทำให้นักธุรกิจ นักคิด เจ้าของลิขสิทธิ์ต้องนอนห้อยสายน้ำเกลือระโยงระยาง “รอวันตาย” ก็ไม่ปาน

หลังจากทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ นำเสนอ ซีรีส์ “โจรแจกหนังฟรี” วันนี้เดินทางมาถึงตอนที่ 3 ซึ่งคือฝั่งผู้ประกอบการ ที่ยังว่ายน้ำกลางทะเลไม่เจอฝั่ง หาทางออกไม่พบ และอาจจะหมดแรงจมน้ำตายในที่สุด ซึ่งผู้ที่เห็นเด่นชัดแจ้งที่สุดในเวลานี้คือ อี.วี.เอส. เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ….

“เฮีย…อย่าทำเลย ไม่ต้องทำก็ได้นะ ไม่เป็นไร” 
“อ้าว…ไม่ทำแล้ว จะให้ทิ้งไปเฉยๆ หรือไง มันน่าเสียดายนะ ขอให้ผมลองดูอีกทีแล้วกัน”

นี่คือคำพูดแรกที่ โน้ต อุดม แต้พานิช กล่าวกับ “เฮียเสก” หรือ นายสุทธิสรร สุรนันท์กิ่งเพชร ประธานเจ้าประธานกรรมการบริษัท อี.วี.เอส. เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด เจ้าของลิขสิทธิ์จัดจำหน่าย CD / DVD ‘หมู่ วาไรตี้โชว์’ หรือ เดี่ยวไมโครโฟนของ “โน้ต อุดม แต้พาณิช” ที่อาจจะเป็นการซื้อลิขสิทธิ์ชิ้นสุดท้าย เผยเบื้องหลังกับทีมข่าวฯ ก่อนเล่าเรื่องราวของบริษัท

เฮียเสกเริ่มทำกิจการจากร้านเช่าวิดีโอ สาขาแรกอยู่แถวถนนเยาวราช เมื่อปี พ.ศ.2524 ยุคนั้นยังไร้กฎหมายลิขสิทธิ์ คนนิยมดูหนังจีนชุด เช่น กระบี่ไร้เทียมทาน เทพบุตรชาวดิน เป็นต้น เมื่อเอาก็จะเอามาลงเสียงพากย์ไทย อัดให้เช่ากัน ต่อมา ปี 2526-2527 ได้เริ่มนำการ์ตูนมาขายกิจการรุ่งเรืองจึงเริ่มขยายสาขาจากเยาวราช คลอมถม มายัง มาบุญครอง ปี 2530 เริ่มเกิดกองเซนเซอร์ ในปี 2534 เราจึงเริ่มทำหนังลิขสิทธิ์ด้วยการซื้อภาพยนตร์มาจากนั้นก็เอามาให้กองเซนเซอร์ตรวจสอบก่อนขาย

การละเมิดลิขสิทธิ์ยุคแรกนั้นไม่หนักมาก เพราะการผลิตซ้ำทำได้ยาก ต้องนำเครื่องวิดีโอมาอัดทีละม้วน หากจะผลิตมากๆ ต้องลงทุนซื้อเครื่องก๊อบปี้ซึ่งมีราคาแพง ที่สำคัญคือ พวกที่ละเมิดลิขสิทธิ์ในยุคนั้นเหมือนเป้านิ่ง เพราะเราเห็นอยู่ว่าใครทำ จึงทำให้ปราบปรามได้ง่าย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้จึงทำให้ธุรกิจของเราดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง…” นายเสกสรร เล่าถึงความหอมหวานในวงการโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์

แต่แล้ว “กระดูกก้อนโต” ก็ผุดขึ้นในวงการธุรกิจสื่อบันเทิงอีกครั้ง เมื่อเจอเทคโนโลยี CDR

เฮียเสก เล่าว่า เราใช้ม้วนวิดีโอกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 กระทั่งมาถึง ปี พ.ศ.2540 เริ่มที่จะมี CD VCD แล้ว DVD ก็ตามมาภายใน 2 ปี ช่วงที่เปลี่ยนผ่านนั้นกินเวลาสั้นมาก เรามีวีดีโอตกค้างกว่า 1 แสนม้วน เรานำไปวางขาย ราคา 5-10 บาท ยังไม่มีใครซื้อ เราจึงนำม้วนวิดีโอ พร้อมเครื่องอัด ซึ่งราคา 3-4 หมื่น หลายสิบเครื่องมอบให้วัดสวนแก้ว นำมาใช้บันทึกวิดีโอธรรมมะ

ช่วง 2 ปีแรกที่ VCD และ DVD มา เราขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่…แค่ไม่นาน ดันออก CDR เพื่ออัดซ้ำ ปัญหาใหญ่เกิด เพราะ “ทุกคนเป็นผู้ผลิตได้โดยง่าย” บางร้านหัวใสหน้าร้านขายของลิขสิทธิ์ แต่แอบขายของละเมิดลิขสิทธิ์ ใครสั่งก็ให้รอสัก 5-10 นาที ก็ไปก็อปปี้เอามาให้ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการขายในลักษณะนี้ก็ยังพอปราบปรามได้ เพราะการละเมิดจากเครื่องผลิต แต่พวกรายใหญ่นั้น จะเป็นกลุ่มคนที่ เส้นใหญ่ เงินถึง และ มีอิทธิพล! เพราะจะตั้งเครื่องผลิตต้องมีเครื่องจักรขนาดใหญ่ ใช้ไฟเยอะ แต่ก็ยังพอตามตัวได้ เพราะเรามีเทคนิคการติดตัว ด้วยการตามเม็ดพลาสติก ตอนนั้นเราใช้วิธีการร่วมมือกับค่ายหนังต่างๆ ร่วมกันติดตามจับกุม

ไม่หนักหนา!… เฮียเสก อุทานเสียงดังๆ ปลอบใจและคิดว่าอนาคตยังมีหวัง ถึงแม้จะ “ขาดทุนกำไร” ที่คาดว่าจะขายได้ 50,000 แผ่น แต่ขายจริงได้ 25,000 แผ่นก็ตาม

เผยขั้นตอนซื้อลิขสิทธิ์หนัง วางมัดจำ 20% ได้เห็นแค่ โปสเตอร์ และตัวหนังสือ

อย่างไรเสียตลาดยุคนั้นยังเฟื้องฟู เฮียเสก จึงเดินหน้าต่อ โดยเผยว่า ตลาดลิขสิทธิ์ขณะนั้นถือเป็นยุคทอง เพราะ เมื่อเราไปดูเทศกาลหนังต่างประเทศ การซื้อขายหนังถือว่ายังคึกคัก หนังบางเรื่องยังสร้างไม่เสร็จ มีแค่บท หรือโปสเตอร์ รู้ตัวนักแสดง ก็วางมัดจำกันแล้ว 20% ของค่าลิขสิทธิ์ บางเรื่องต้องแย่งกันแบบใช้วิธีการ “จับสลาก” เมื่อสร้างเสร็จก็นำเงินไปจ่ายทั้งหมด

เมื่อได้ลิขสิทธิ์มา เราก็ต้องจ้างคนแปลบท หาทีมพากย์ เช่น อินทรี หรือ พันธมิตร ออกแบบปก ส่งเซนเซอร์ ออกวางจำหน่าย ทุกอย่างมีต้นทุน ซึ่งการทำธุรกิจนี้รู้ต้นทุนดี แต่ไม่รู้ยอดขาย!

“ปัจจุบัน…การซื้อลิขสิทธิ์แทบจะไม่มีแล้ว เพราะไม่มีใครซื้อ ซื้อมาก็ขาดทุน โดยเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2550 เริ่มมียูทูบ เว็บโหลดหนัง แต่ปัญหาคือตอนนั้น อินเทอร์เน็ตไม่แรง ก็ยังไม่เท่าไหร่ แผ่นผีก็ขายอยู่ ปราบไม่หมด ซึ่งถามว่าถ้าปราบได้มั้ย ผมเชื่อว่าทำได้ เพราะขายกันเต็มถนนไปหมด ในห้างยังมีขายเลย”

พอปี 2555-2556 อินเทอร์เน็ตโหลดเร็วขึ้น เว็บไซต์ผีเกลื่อนกลาด มีให้ดูฟรีเพราะ….อวดวิชา เอ้ย ข้าเก่ง! พอหนังออกก็เอามาแชร์ให้ดู ทำไปเพื่อความสนุกสนาน ทั้งที่ไม่ได้ตังก์เลย

“แต่….เค้าไม่รู้หรอกว่า ไอ้ความสนุกส่วนตัว นั่นล่ะ มันได้ทำให้มีคนอื่นเดือดร้อน มากมายขนาดไหน?”

ช่วงระหว่างปี 56-57 การละเมิดลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะบน youtube เริ่มหนักแล้ว แต่ด้วยความที่คนยังเข้าถึงได้ไม่มากนัก เพราะอินเทอร์เน็ต มันยังไม่ได้แรงมากมากเหมือนปัจจุบัน ธุรกิจของเรา ซึ่งในช่วงนั้น ออกแผ่นดีวีดี บันทึกการแสดงสด เดี่ยว 9.5 และ เดี่ยว 10 ก็ยังพอที่จะถูๆ ไถๆ ทำมาหากิน พอมีกำไรอยู่บ้าง

แต่ พอช่วงที่เราทำ ดีวีดี บันทึกการแสดงสด เดี่ยว 11 ออกขาย นั่นแหละ หายนะจากน้ำมืออาชญากรออนไลน์ ก็ปรากฏให้เห็นชัดเจนมากขึ้น!

ถึงตรงนี้ ประธานเจ้าประธานกรรมการบริษัท อี.วี.เอส.กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอเบ้าว่า…ด้วยความที่มีทั้ง Line Youtube Google เว็บไซต์ดูหนังออนไลน์ เราต้องเผชิญหน้ากับภาวะขาดทุนแล้ว….แม้จะได้รับความร่วมมือจาก Youtube ในการบล็อก บรรดา นักอัพคลิปทั้งหลายไปมากมาย แต่ด้วยความที่ มีคนอัพคลิปของเราจำนวนมากมายมหาศาล จึงทำให้มีบางส่วนรอดหูรอดตาไปบ้าง

ส่วนกรณีของ Line นั้น บรรดาผู้มีน้ำใจทั้งหลาย เล่นใช้วิธีแบ่งคลิปเป็น 3 ท่อน ท่อนละ 1 ชั่วโมง กระจายลงไปตามกลุ่มต่างๆ สมมติ กลุ่มหนึ่งมี 200 คน เมื่อคนเห็นก็ส่งต่อๆ กันไปอีกทอด แผล็บเดียวก็ 10 ล้านคนเข้าไปแล้ว แบบนี้ใครจะมาซื้อ ดีวีดี ของเรา….หนทางจะแก้ไข ก็ไม่รู้จะไปติดต่อกับใครได้ เพราะ Line ไม่มีสำนักงานอยู่ในเมืองไทย!

พังพินาศ…สังเวย อาชญากรผู้มีน้ำใจในโลกแห่งการแบ่งปัน

ตอนที่เรา ติดต่อ คุณโน้ต อุดม เพื่อขอซื้อลิขสิทธิ์การแสดงสด หมู่ นั้น คุณโน้ต เขาก็เตือนเราแล้ว แต่เราไม่ฟัง เมื่อตัดสินใจดังนั้น เราก็จัดเตรียมการแผนการเบื้องต้นต่าง ๆ เพื่อรับมือ เพราะเราเชื่อมั่นใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่มีความชัดเจนและรุนแรง รวมถึงที่ผ่านมา Youtube ก็ให้ความร่วมมือกับเราเป็นอย่างดี ก็เลยคิดในใจว่า

“เอาวะ…น่าจะพอไหวนะ” เฮียเสกพูดปลอบใจตัวเองก่อนฮึดสู้อีกครั้ง

แต่แล้ว ….. อิทธิฤทธิ์ของ Facebook Live ก็ทำ เรา เหมือนตายทั้งเป็น

สุดทน เฟซบุ๊ก ไลฟ์สดทำธุรกิจพินาศ ลุยหาทางฟ้องร้อง

เรารู้ว่า มันมีเทคโนโลยีแบบนี้ … แต่เรานึกไม่ถึงว่า คน จะหันไปเลือกใช้วิธีนี้ แถม Facebook Live ยังได้สร้างหายนะให้กับเรา ได้รวดเร็วและรุนแรง ยิ่งกว่าวิกฤติทุกครั้งที่เราเคยเผชิญเสียอีก!

ที่เราพบ คือ เว็บไซต์เถื่อนประมาณ 140 กว่าเว็บไซต์ ใช้เทคนิคเปิดโดเมนอยู่ต่างประเทศ เอาคลิปของเราไปใช้ในการเรียกคนมาดู เพื่อรับค่าโฆษณา และแทรกการ เชิญชวนให้มาเล่นพนันฟุตบอล

“เราพยายาม….ไปขอความเมตตาจาก กสทช. และ กระทรวงไอซีที (ตอนนั้น) เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ได้รับการตอบกลับมาคือ ไม่มีกฎหมายรองรับ คุณต้องไปฟ้องศาล ให้ศาลสั่งปิดเว็บไซต์เหล่านั้น …..แต่ ดีวีดีผม ความยาวมันแค่ 3 ชั่วโมง เผลอแป๊บเดียว คนก็ดูจบหมดแล้ว…แบบนี้ ผมก็คงไม่ต้องไปขายให้ใครแล้ว!”

ส่วนสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก เฮียเสก เองก็หวังพึ่งไม่ได้ โดยเขากล่าวว่า เราได้ติดต่อไปตั้งแต่วันแรกที่เริ่มมีการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่กว่าที่ทางนั้น จะช่วยเหลือตามปิด ตามบล็อกเพจต่างๆ ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ก็ปาเข้าไปวันที่ 3 แล้ว แบบนี้จะไปเหลืออะไร? ด้วยเหตุนี้ ผมจึงกำลังปรึกษาทนาย เพื่อหาทางฟ้อง Facebook ที่ทำให้ธุรกิจของเราเสียหายอย่างหนักแล้ว จากประสบการณ์ที่อยู่ในธุรกิจขายซีดี และดีวีดี มายาวนาน ระยะเวลาในการขายสินค้าพวกนี้ อยู่ที่แค่ 1 สัปดาห์ หรือ มากที่สุด 2 สัปดาห์ เลยจากนี้ หากขายไม่ได้ บอกได้คำเดียว “เจ๊ง”

เจ๊งยับ 40 ล้าน ดีวีดี หมู่ โน้ต อุดม หนักที่สุดในชีวิต

ผมใช้พนักงานเป็นร้อยๆ คนในการผลิต เฉพาะแค่ค่ากล่องบรรจุ นี่รวมๆ ก็หลายล้านแล้ว…แต่ไม่มีใครซื้อ ก็ใครจะซื้อกันล่ะ ในเมื่อส่วนใหญ่เค้าได้ดูฟรีกันหมดแล้ว

ที่พอขายได้ หลังประชาชนส่วนหนึ่งเกิดความเห็นใจเรา ก็มีแค่เฉพาะชุด BOX SET ที่มีแถมผ้าพันคอ เท่านั้น ซึ่งที่ลูกค้าซื้อกันก็เพราะอยากได้ผ้าพันคอเก็บไว้เป็นที่ระลึก ในขณะที่ ดีวีดีธรรมดา แทบจะขายไม่ได้เลย

“ณ วันนี้ ผมบอกเลยว่า ผมจบชีวิตแล้ว ยอดขาย ดีวีดีหมู่ หลังปีใหม่ไม่ขยับเลย ครั้งนี้ ยอมรับเลยว่า ขาดทุน…หนักหนาสาหัสที่สุดในชีวิตแล้ว รวมๆ แล้ว น่าจะไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท!”

หนังไทยเข้าสู่วิกฤติ ส่วนแบ่งการตลาดเพียง 13% คนผลิตหนังลด รายได้ฮวบ

ขณะที่วงการหนังก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน ซึ่ง นายวิสูตร พูลวรลักษณ์ ประธานสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ซึ่งขอพูดในฐานะคนทำหนังคนหนึ่งที่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์ได้เผยความในใจว่า…

“หนังหนึ่งเรื่องก็เหมือนลูกคนหนึ่งในท้องของเรา เราใช้เวลาทำงานอย่างน้อย 1 ปี คล้ายกับการตั้งครรภ์ กว่าจะฟูมฟักประคบประหงมมา แล้ววันหนึ่งที่จะลืมตาดูโลกเพื่อให้ทุกคนได้ยลโฉม ติชม ชอบหรือไม่ชอบ นั้นเราสามารถรับได้ แต่…วันแรกที่ลูกเราคลอด ลูกของเราถูกขโมยไปต่อหน้าต่อตา พ่อแม่ยืนดูลูกถูกขโมยที่อาจจะเห็นหัวขโมยราง ๆ แว้บๆ แต่ถูกอุ้มไปเฉย ๆ ทำอะไรไม่ได้ มันเจ็บปวดมาก ผมอยากให้คนที่เขาทำผิดลองมานึกถึงความรู้สึกดูบ้าง ในฐานะพ่อแม่แต่ลูกถูกขโมยไปต่อหน้า…แบบนี้เขาจะรู้สึกยังไง!”

นายกสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ยอมรับว่า ตอนนี้วงการหนังเริ่มเข้าสู่วิกฤติแล้ว เพราะปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2559) หนังไทยได้ส่วนแบ่งการตลาดเพียง 13% รายได้รวม 500 กว่าล้านเท่านั้น ซึ่งมีสาเหตุจาก 2 ปัจจัยคือ

1.หนังเทศมีความแข็งแกร่งขึ้น ทำหนังเพื่อคนทั่วโลก ไม่ได้เจาะเฉพาะตลาดในสหรัฐฯเหมือนแต่ก่อน ซึ่งสิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนคือ จะมีหนังฟอร์มยักษ์เข้าฉายตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่ช่วงซัมเมอร์อย่างเดียวเหมือนแต่ก่อน ทำให้หนังไทยถูกบีบในแง่ โปรแกรมฉาย

2.ปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะเว็บหนังเถื่อน ส่งผลให้การตลาดหนังปรับตัว ด้วยการฉายพร้อมกันทั่วโลก หรือบางเรื่องฉายก่อนอเมริกาด้วยซ้ำเพราะไม่ต้องการให้แผ่นผีหลุดไป

จาก 2 ปัจจัย ทำให้หนังไทยบางรายลดต้นทุนเพราะไม่ต้องการเจ็บตัวมาก ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้คนดูไม่ดูหนังไทยเพราะ “เสียเงินค่าตั๋วเท่ากัน ทำไมต้องมาดูหนังที่คุณภาพด้อยกว่า..” แต่ในความเป็นจริงหนังไทยไม่สามารถเปรียบเทียบหรือแข่งกับหนังฮอลลีวูดได้อยู่แล้ว สิ่งที่เราจะสู้กับเขาคือเรื่อง รสนิยม ไอเดีย ความคิดต่างๆ ที่จะนำเสนอ ทำให้หนังของไทยมีที่ทางของตนเองมาตลอด ซึ่งในปีนี้มีผู้ผลิตหนังไทยลดลง จาก 50 กว่าเรื่อง เหลือเพียง 40 กว่าเรื่อง

โชว์หน้า โน้ต อุดม ไม่ว่าจะเป็น เดี่ยว หรือ หมู่ ไม่รับประกันมี ดีวีดี ให้ดู

เฮียเสก แห่งอีวีเอส ยอมรับว่า ในวงการสื่อบันเทิงแนวหน้าของไทย ที่เหลือไม่กี่รายในปัจจุบัน มีหนึ่งคำถามอยากจะถามทุกคนคือ…ผมอยากถามทุกๆ ท่าน สักนิดหนึ่งว่า หากครั้งหน้า ผมไม่ทำ ดีวีดี บันทึกการแสดงสดคุณโน้ต อุดม เพราะทำไปก็ขาดทุน หากทุกท่าน อยากที่จะชมการแสดง ก็คงมีทางเลือกเพียงทางเดียว คือ ไปซื้อตั๋วเท่านั้น ใช่หรือไม่?

ซึ่งหลังจากเกิดวิกฤตินี้ คุณโน้ต อุดม ได้บอกกับผมเอาไว้แล้วว่า

“หาก เฮีย ไม่เอา ผมก็ไม่เอา!”

สำหรับหนังต่างประเทศ ผมเลิกซื้อมาขาย ตั้งแต่ปี 2558 แล้ว เพราหนังผมยังไม่ทันได้ออกขาย ก็มีปั๊มออกมาขายกัน สนุกสนานแล้ว แล้วก็ขายกันแบบสนุกสนานทุกๆ วัน ทั้งที่ รัฐบาลก็มีประกาศชัดเจนแล้วว่า จะนำปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นวาระแห่งชาติ

“แต่สุดท้าย…ก็ไม่เห็นมีใครทำอะไรเลย?”

หลังจากนี้คงต้องรอ พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ตัวใหม่ที่จะการประกาศใช้ (ปัจจุบันประกาศใช้แล้ว ราชกิจจานุเบกษา ประกาศใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560 แล้ว มีผลใน 120 วัน) หากยังบังคับใช้ไม่ได้ผล ปราบปรามเว็บเถื่อนไม่ได้ ก็คงต้องปิดบริษัท!

น้าติ่ง พันธมิตร ยอมรับกังวล ละเมิดลิขสิทธิ์ฆ่านายทุน ผวาโปรแกรมเลียนแบบเสียงนำมาใช้

ส่วนอีกคนหนึ่งที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบด้วยหลังจากนี้ คือ “อาชีพนักพากย์” ซึ่ง “น้าติ่ง พันธมิตร” หรือ นายสุภาพ ไชยวิสุทธิกุล ยอมรับว่า ปัจจุบันงานลดลงไปกว่า 50-60% จากที่เมื่อก่อนทำงานทุกวัน 7 วัน แต่วันนี้เหลือทำงานแค่ 3 วัน แต่คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือเจ้าของหนังที่เขาซื้อลิขสิทธิ์มา เราเองก็รู้สึกเห็นใจ ก็ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าปัจจุบันวงการภาพยนตร์จะออกมาเป็นแบบนี้ เราเองก็ทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อคนที่ซื้อลิขสิทธิ์มาอยู่ไม่ได้

“สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ซึ่งไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดขึ้นหรือไม่คือ เทคโนโลยี ที่สามารถนำเสียงคนเราไปดัดแปลงใส่พากย์ในหนัง ซึ่งตรงนี้ผมรู้สึกเป็นกังวล ถึงแม้ว่าการพากย์ของแต่ละคนจะมีเสน่ห์ที่มุกตลกที่เราใส่ไปก็ตาม…ตอนนี้เราอายุมากแล้ว แก่แล้ว ส่วนอนาคตนักพากย์รุ่นใหม่จะเป็นอย่างไรนั้นคงต้องรอดูกันต่อไป” น้าติ่ง กล่าวอย่างเศร้าสร้อย

ความหวังอยู่ที่ จิตสำนึก และ พ.ร.บ.คอมพ์ ฉบับใหม่

นายโชคชัย ชยวัฑโฒ ผู้อำนวยและเลขาธิการ สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ กล่าวกับเราว่า ปัญหานี้ถูกสะสมและมีมาอย่างยาวนาน เมื่อก่อนมี พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ก็ไม่ครอบคลุม ตามดำเนินคดียาก ยังดีที่ ปัจจุบันเริ่มมี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฉบับใหม่ ที่ขอแค่มีหลักฐานการละเมิดเราก็ขอศาลปิดบังได้ ซึ่งกลุ่มวัยรุ่นอยากโชว์อยากแชร์ เขายอมเอาลง 85% ส่วนอีก 15% พวกนี้ทำเว็บหาเงิน และไม่ยอม อย่างไรตาม ทราบว่ามีการดำเนินคดีแล้ว 2 ราย

“ทางสมาพันธ์ ได้รณรงค์ปลุกจิตสำนึกให้กับประชาชนหลายครั้งแล้ว แต่ดูเหมือนว่า คนที่ละเมิดลิขสิทธิ์จะไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งที่ทำเป็นความเสียหายเท่าไหร่ เขากลับรู้สึกว่า ตรงนี้เป็นปัญหาของคนไม่กี่คน มันเป็นความเสียหายแค่ของผู้ซื้อกับผู้สร้าง มันเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำกัน พฤติกรรมและค่านิยมดังกล่าว ผมรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง ถ้าเทียบกับญี่ปุ่น หรือ อเมริกา เอง คนประเทศเขาส่วนใหญ่จะไม่มีความคิดแบบนี้ ถึงแม้จะมีแผ่นผีในญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นเขาก็ไม่เอา เขาจะไม่ใช้สินค้าที่ละเมิดสิทธิ์ของใคร ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้ลงทุนแลผู้บริโภคอยู่ด้วยกันได้ ทั้งสองฝ่ายอยู่ด้วยกันได้โดยที่ไม่ถูกทำลาย” นายวิสูตร กล่าวทิ้งท้าย

นี่คือหนึ่งตัวอย่างของผู้ได้รับพิษภัยจากน้ำใจของ “ผู้แบ่งปัน” ที่ก่ออาชญากรรม

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

อ่านเพิ่มเติม

โจรแจกหนัง EP.1 แฉเบื้องหลังเว็บดูหนังฟรี ไล่สูบผลงานชาวบ้าน สร้างรายได้อู้ฟู่!

โจรแจกหนัง EP.2 จับผู้ร้ายไร้ตัวตน หวังพึ่ง พ.ร.บ.คอมฯ ใหม่ บล็อกเว็บทันใจ

Leave a comment