ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ม.ค. 2560 11:47
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/844878

เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 60 นสพ.สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะโฆษกกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ไข้หวัดนกที่ระบาดในหลายประเทศ ที่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO เตือนให้ชาติต่างๆ เฝ้าระวังสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหลายประเทศในเขตหนาว ทั้งแถบยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี และจีน ที่พบการระบาดด้วย ทำให้ความต้องการเนื้อไก่ในตลาดโลกมีมากขึ้น
สำหรับประเทศไทยไม่พบการเกิดไข้หวัดนกมาตั้งแต่ปี 2549 และเนื้อไก่รวมถึงผลิตภัณฑ์ไก่ของไทยมีคุณภาพมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในระดับโลก ทำให้การสั่งซื้อสินค้าเนื้อไก่ของไทยเพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากตลาดนำเข้าหลักอย่างญี่ปุ่น สหภาพยุโรป รวมทั้งเกาหลีใต้ และล่าสุด สิงคโปร์ยังเปิดรับรองอนุญาตให้ 20 โรงงานผลิตเนื้อไก่สดแช่แข็งของไทยส่งออกได้เพิ่มอีก ปัจจัยบวกทั้งหมดจะส่งผลให้การส่งออกเนื้อไก่ของไทยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ปัจจุบันหลายประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาการระบาดของไข้หวัดนก และมีการสั่งห้ามนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่เพื่อป้องกันการระบาดของเชื้อ ซึ่งส่งผลโดยตรงให้ปริมาณไก่เนื้อที่ผลิตได้ทั้งโลกลดลง สวนทางกับความต้องการของผู้บริโภคกลับสูงขึ้น ขณะที่ไทยถือเป็นประเทศแนวหน้าที่สามารถผลิตเนื้อไก่ที่มีคุณภาพสูง และปลอดจากไข้หวัดนกมากว่า 10 ปี ทำให้ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ของไทยเป็นที่ต้องการของตลาดโลกมากขึ้น”
นสพ.สรวิศ กล่าวอีกว่า ในปี 60 นี้ไทยจะส่งออกเนื้อไก่ผลิตภัณฑ์ เพิ่มขึ้นเป็น 760,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 97,900 ล้านบาท แบ่งเป็นสินค้าไก่แปรรูปปรุงสุก 505,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าถึง 75,300 ล้าน และสินค้าไก่สดแช่แข็ง 255,000 ตัน มูลค่า 22,600 ล้าน และคาดว่าไทยจะมีกำลังการผลิตไก่เนื้อเพิ่มขึ้นเป็น 1,586 ล้านตัว มีเป้าหมายการเติบโตของตลาดส่งออกเนื้อไก่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3%
สำหรับอุตสาหกรรมไก่เนื้อไทยมีการขยายตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2559 ในปีที่ผ่านมา มีการผลิตไก่เนื้อปริมาณรวมถึง 1,540 ล้านตัว แบ่งเป็นไก่เพื่อส่งออก คิดเป็นร้อยละ 82 และอีกร้อยละ 18 เป็นการบริโภคในประเทศ โดยปริมาณการส่งออกรวม 740,000 ตัน มูลค่า 95,000 ล้านบาท มีประเทศคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์ไก่จากไทยมากถึงร้อยละ 51 ของทั้งหมด ส่วนสหภาพยุโรปร้อยละ 39 และประเทศอื่นๆ อีกร้อยละ 10