ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ม.ค. 2560 05:30
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/845425

21 นายแบงก์ร่วมลงนามเปิดใช้พร้อมเพย์อย่างเป็นทางการ “สมคิด” หวังเพิ่มศักยภาพทางการเงินของประเทศมุ่งสู่ ไทยแลนด์ 4.0 ขณะที่คลังลุยต่อพร้อมเพย์บริษัทนิติบุคคล เปิดลงทะเบียน 1 มี.ค.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า วานนี้ (27 ม.ค.) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.) นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทยพร้อมกับผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการเงิน 21 แห่ง รวมแถลงข่าว “การเปิดบริการพร้อมเพย์ การเงินยุคใหม่ คนไทยดิจิตอล” ที่กระทรวงการคลัง
นายสมคิดกล่าวว่า การเปิดใช้บริการ “พร้อมเพย์” อย่างเต็มรูปแบบในครั้งนี้ ถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการเงินของประเทศ เพิ่มความสะดวกให้กับประชาชน ลดอุปสรรคในการทำธุรกิจ ส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี และอี-คอมเมิร์ซ ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในที่สุดหลังจากเลื่อนมาตั้งแต่ปลายปี 2559 โดยรัฐบาลถือว่า การใช้พร้อมเพย์เป็นจุดเริ่มต้นของสังคมดิจิทัล ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ซึ่งจะทำให้ประชาชน ธุรกิจและเอสเอ็มอีเข้าถึงบริการทางการเงินที่มีราคาถูกลง
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า ในที่ประชุม ซึ่งประกอบด้วยกระทรวงการคลัง ธปท.และสถาบันการเงิน ได้ตกลงร่วมกันที่จะเปิดให้บริการบริษัทนิติบุคคลสามารถลงทะเบียนใช้พร้อมเพย์ได้ในวันที่ 1 มี.ค.2560 และการยื่นภาษีทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ประกอบการยื่นใบกำกับภาษีทางอินเตอร์เน็ตก็สามารถใช้บริการพร้อมเพย์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.ด้วยเช่นกัน และในปีหน้าระบบการชำระเงินจากการขายหุ้นเดิมใช้เวลา 3 วัน จะลดลงเหลือ 2 วัน
สำหรับบริการพร้อมเพย์นั้น เป็น 1 ในโครงการตามแผนยุทธศาสตร์ อี-เพย์เม้นต์แห่งชาติ ซึ่งเป็นงานที่กระทรวงการคลังให้ความสำคัญมาก โดยพร้อมเพย์เป็นโครงการแรก นอกจากนี้ ยังมีโครงการการขยายการใช้บัตรเดบิตและการติดตั้งเครื่องรับบัตร (อีดีซี), การปรับปรุงระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์, การบูรณาการสวัสดิการ และ อี-เพย์เม้นต์ภาครัฐ การสื่อสารให้ความรู้กับประชาชนและสุดท้ายเป็นโครงการพัฒนาตลาดทุน โดยในช่วงแรกสถาบันการเงินอาจจะขาดทุนด้านการให้บริการ แต่ในอนาคตมั่นใจว่าพร้อมเพย์จะช่วยลดต้นทุนได้อย่างมหาศาล
ขณะที่นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคม ธนาคารไทย กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารทุกแห่งมีความพร้อมให้บริการ “พร้อมเพย์” อย่างเต็มที่ โดยสามารถให้บริการโอนเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ ตู้เอทีเอ็ม, โมบาย-แบงก์กิ้ง และอินเตอร์เน็ต-แบงก์กิ้ง ซึ่งได้ทำการทดสอบระบบจนมั่นใจแล้วว่าสามารถให้บริการได้อย่างปลอดภัย สะดวก รวดเร็วและรองรับปริมาณธุรกรรมจำนวนมากได้
ทั้งนี้ ค่าธรรมเนียมการโอนเงินระหว่างบุคคลต่อรายการไม่เกิน 5,000 บาท ไม่เสียค่าธรรมเนียม มากกว่า 5,000-30,000 บาท เสียค่าธรรมเนียมไม่เกิน 2 บาท มากกว่า 30,000-100,000 บาท เสียค่าธรรมเนียมไม่เกิน 5 บาท มากกว่า 100,000-วงเงินสูงสุดที่กำหนด เสียค่าธรรมเนียมไม่เกิน 10 บาท (วงเงินสูงสุดขึ้นอยู่แต่ละธนาคารกำหนด)
นายปรีดีกล่าวว่า หลังจากที่บริการพร้อมเพย์สำหรับการโอนเงินระหว่างบุคคลเปิดใช้แล้วนั้น ต่อไปจะเข้าสู่การเปิดใช้ในส่วนของนิติบุคคล ซึ่งจะเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนได้ตั้งแต่สัปดาห์หน้า และให้บริการโอนเงินตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.2560 เป็นต้นไป ซึ่งนิติบุคคลสามารถลงทะเบียนได้ด้วยเลขประจำตัว 13 หลัก เพื่อรับประโยชน์จากบริการรับเงินและโอนเงิน ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอน ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่องค์กร หลังจากที่พร้อมเพย์ให้บริการแล้วเชื่อว่าจะส่งผลให้การทำธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ช่องทางโมบายแบงก์กิ้งเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มีผู้ใช้บริการอยู่ 14 ล้านบัญชี และคาดว่าจะมีประชาชนมาลงทะเบียนใช้บริการพร้อมเพย์ได้ตามเป้าหมายที่ 30 ล้านคน
ในไม่ช้า โดยยอมรับว่าสถาบันการเงินอาจจะขาดทุนจากการให้บริการพร้อมเพย์ แต่ในอนาคตจะส่งผลดีต่อประเทศชาติเพราะมีต้นทุนถูกลง
ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นปี 2558 พบว่า มีการทำธุรกรรมการเงินผ่านโมบายแบงก์กิ้ง 264 ล้านรายการ คิดเป็นมูลค่า 3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 73%
ด้านนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การให้บริษัทนิติบุคคลใช้พร้อมเพย์ได้นั้น ช่วยลดต้นทุนให้สถาบันการเงินจากการเคลียริ่งเช็ค ซึ่งปัจจุบันต้องใช้เวลา 2-3 วัน แต่หากมีการโอนเงินผ่านพร้อมเพย์แล้ว จะสามารถโอนเงินได้ทันที เหมือนกับพร้อมเพย์ของบุคคลธรรมดา และจากการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินของประเทศ ธปท.หวังว่าปริมาณการใช้ อี-เพย์เม้นต์ จะเพิ่มสูงขึ้น สนับสนุนการทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจของทุกภาคส่วนดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับระบบการเงินไทย.