เศรษฐกิจชีวภาพ ไทยทำใช้ไทยเจริญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/846997


“เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy)” เศรษฐกิจคลื่น

ลูกใหม่ตามนโยบายประชารัฐ วาดฝันสู่การพัฒนา ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ… อุตสาหกรรม ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0

เศรษฐกิจชีวภาพ…หัวใจสำคัญคือ การสร้างมูลค่าเพิ่ม เปลี่ยนจากเศรษฐกิจฐานเกษตรกรรมไปเป็นเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ใช้สินค้าเกษตรจากมันสำปะหลัง อ้อย ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรไทยที่ส่งออกเป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลก เป็นตัวนำร่อง ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมในลักษณะห่วงโซ่ที่เพิ่มมูลค่าได้หลากหลาย

ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาพลังงานชีวภาพ เช่น เอทานอล พลังงานไฟฟ้าชีวมวล เพื่อเป็นพลังงานทางเลือกที่มั่นคง แข่งขันได้…อุตสาหกรรมชีวเคมี พลาสติกชีวภาพ อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ที่จะเข้ามาเป็นส่วนผสมในอาหารแทนการใช้สารเคมี หรือแม้แต่ผสมในอาหารสัตว์ เพื่อให้สัตว์ได้รับโปรตีนจากธรรมชาติที่ดีมีความสมบูรณ์ ตลอดจนอุตสาหกรรมทางชีวเภสัชภัณฑ์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมใหม่…มีอนาคต

ทว่าการที่จะก้าวไปสู่จุดหมาย…แน่นอนว่าจะต้องมีการลงทุนทางด้านวิจัยพัฒนาเป็นอย่างมาก

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมคณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ตั้งเป้าหมายเดินหน้า “เศรษฐกิจชีวภาพ” จะส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีอนาคต ทั้งเรื่องอาหาร อาหารเสริม สุขภาพ พลังงาน โดยจะต้องผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชีวภาพให้ได้

ทำงานเป็นทีม ครบวงจร…กระทรวงอุตสาหกรรมพัฒนาคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคตไปดูแนวทางว่าจะทำอย่างไรในการสร้างเมืองใหม่บนเศรษฐกิจชีวภาพและนวัตกรรมครบวงจรได้เหนือกว่าที่สิงคโปร์ทำอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากประเทศไทยมีพร้อมทุกอย่าง โดยเฉพาะการเป็นอุตสาหกรรมภาคเกษตร

“การเจริญเติบโตโดยรวมที่ผ่านมา สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการนั้น ไม่ได้ทำเพื่อเอกชน แต่ทำเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ ภาคเกษตรได้ประโยชน์อะไรบ้าง และเมื่อดำเนินการแล้วไม่ไปทำลายระบบนิเวศ ทุกสิ่งต้องเกื้อกูลกัน…ทำอย่างไรให้ไทยยั่งยืนทางเศรษฐกิจ ภาคชนบท เกษตรมีความเข้มแข็ง มีความสามารถในการแข่งขัน”

กระทรวงพลังงาน เร่งเดินเครื่องพัฒนาต่อยอดพลังงานชีวภาพ แผนพัฒนาพลังงานทดแทน พ.ศ.2558-2579 มีเป้าจะลดพึ่งพานำเข้าพลังงาน การกำหนดให้มีการใช้พลังงานทดแทน 30% ของการใช้พลังงานประเทศ และลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 70 ล้านตัน

เหลียวไปมองกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็เดินหน้าสนับสนุนในทุกๆด้าน ทั้งการร่วมวิจัยพัฒนาและการให้เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ พร้อมๆไปกับเพิ่มพลังประชารัฐให้สมบูรณ์เต็มสูบด้วยความร่วมมือจากภาคเอกชน…ศักยภาพ “เศรษฐกิจชีวภาพ” เริ่มได้ทันทีที่จังหวัดระยอง

สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC บอกว่า 30 ปีที่ผ่านมาโครงการอีสเทิร์น ซีบอร์ด สร้างให้เกิดการยอมรับ ให้เป็นต้นแบบของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ สามารถสร้างคน สร้างรายได้ เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจของภาคตะวันออกและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจนถึงปัจจุบัน

ก่อให้เกิดการลงทุนตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นน้ำ เช่น อุตสาหกรรมโรงกลั่นและปิโตรเคมี จนถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร ยา อุตสาหกรรมเสื้อผ้า สิ่งทอ

“เราพร้อมให้การสนับสนุนนโยบายพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ถือว่าเราเป็นองค์กรผู้นำในด้านนี้ที่ยกระดับจากการผลิตเคมีภัณฑ์พื้นฐานไปสู่เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ ซึ่งเป็นวัตถุดิบ…สนับสนุนโครงการต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ปัจจุบันได้เริ่มดึงนักลงทุนต่างชาติ เช่น ประเทศญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก ซึ่งจะนำเม็ดเงิน นวัตกรรม เทคโนโลยีมาที่ประเทศไทย”

“โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก” หรือ “EEC” เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาล ที่หวังสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ครอบคลุมถึง 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ได้รับ อนุมัติจากคณะรัฐมนตรี…เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2560 รัฐบาลมีมติเห็นชอบอนุมัติแผนงานโครงการแผนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก 2560-64 เพื่อเตรียมรับนักลงทุนซึ่งถือเป็นความหวังใหม่ของการลงทุนไทย

อุตสาหกรรมที่จะได้รับการสนับสนุนให้ลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษจะเป็นกลุ่ม…อุตสาหกรรมขั้นสูง ซุปเปอร์คลัสเตอร์ และ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งต่อยอดอุตสาหกรรมที่มีอนาคตดี ประเมินกันว่า ใน 5 ปีจากนี้…จะมีเงินลงทุนลงสู่พื้นที่กว่า 2 ล้านล้านบาท ผ่าน 5 โครงการหลัก ได้แก่ สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือแหลมฉบัง รถไฟความเร็วสูง อุตสาหกรรมไฮเทคสำหรับอนาคต และ 3 เมืองใหม่จากการลงทุนด้านการพัฒนาในพื้นที่

…เป็นการลงทุนเพื่อสร้างความสมดุลของเมืองสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี สร้างพลังงานให้กับประเทศในอนาคต ลดความเหลื่อมล้ำโดยการกระจายการลงทุนออกนอกพื้นที่ กทม.

วาดหวังกันว่า…ประเทศไทยจะก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้วในอีก 10-20 ปีข้างหน้า

สุพัฒนพงษ์ เปิดมุมมองให้ฟังต่อไปว่า PTTGC เป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในประเทศไทย มีโรงกลั่นน้ำมัน โรงโอเลฟินส์…ที่มีกำลังการผลิตสูงที่สุดในอาเซียน โรงอะโรเมติกส์…โรงแรกของประเทศไทย และมีกำลังการผลิตปิโตรเคมีรวมสูงสุดในอาเซียน และยังสามารถต่อยอดไปยังภูมิภาคต่างๆทั้งอาเซียน สร้างความได้เปรียบ ดึงดูดนักลงทุน ปัจจุบันสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ คิดเป็นร้อยละ 6 ของ GDP ประเทศไทย

“เรามีความพร้อมที่จะตอบรับนโยบาย อีกทั้งยังมีการลงทุนเพิ่มในหลายโครงการที่มาบตาพุด ด้วยมูลค่าการลงทุนราวแสนล้านบาท เพื่อสร้างการเติบโตของอุตสาหกรรมในอนาคต”

อาทิ โครงการ Map Ta Phut Retrofit เพื่อสร้างโรงงานแนฟทาแครกเกอร์ ผลิตเอทิลีน 5 แสนตันต่อปี และโพรพิลีน 2.61 แสนตันต่อปี รวมถึงบิวทาไดอีน 1.63 แสนตันต่อปี เพื่อเป็นวัตถุดิบต้นน้ำ ในอุตสาหกรรมขั้นกลางและขั้นปลายให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมายนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต อุตสาหกรรมการบินและชิ้นส่วน

โครงการลงทุนกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีขั้นปลายน้ำ…โครงการ PO/Polyol โพลียูรีเทนครบวงจรที่มีการลงทุนสูงด้านนวัตกรรม ทำให้เกิดการพัฒนาการผลิตให้ได้เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ เป็นการยกระดับผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีอยู่ที่จังหวัดระยอง เพื่อสนับสนุนการวิจัย…พัฒนาเทคโนโลยี…ผลิตภัณฑ์ใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทฯ และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องที่สอดคล้องกับเป้าหมายและการดำเนินธุรกิจ และมีศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพ

มุ่งเน้นการวิจัยพัฒนาเพื่อสร้างการเติบโต…ศักยภาพการแข่งขันแก่ธุรกิจกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ เคมีชีวภาพ…พลาสติกชีวภาพ ซึ่งจะสอดรับทิศทางของเศรษฐกิจชีวภาพ…รวมถึงผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องของโอลีโอเคมี ที่ใช้ในการผลิตสินค้าเพื่อการดูแลสุขอนามัย และสุขภาพ

“เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy)” กระแสโลกที่ถูกกล่าวถึง มากที่สุด…เศรษฐกิจคลื่นลูกใหม่ตามนโยบายประชารัฐ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม จะตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ได้กี่มากน้อย…ไม่นานคงได้รู้กัน.

 

Leave a comment